นายทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล คณะกรรมการ บริษัท คิงส์ ดีแพค ดิสทริบิวชั่น จำกัด ในกลุ่มบริษัท คิงส์ ดีแพค ดิสทริบิวชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติกชนิดอ่อนแบรนด์ “ฮีโร่” กล่าวว่า ตลาดรวมถุงพลาสติกทุกประเภทคาดว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งกลุ่มโตสุดคือ กลุ่มถุงขยะมีมูลค่า 15,000 ล้านบาท โตไม่ต่ำกว่า 30% ทั้งนี้ การเติบโตมาจากหลายปัจจัย เช่น การใส่ใจเรื่องของการแยกขยะ, ภาครัฐสนับสนุนการใช้ถุงขยะในการจัดเก็บขยะไปทิ้ง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัว รวมถึงปัญหาขยะล้นเมือง นอกจากนี้เฮาส์แบรด์ในห้างค้าปลีกมียอดขายเพิ่มขึ้น เหตุห้างสรรพสินค้าลดการใช้ถุงบรรจุภัณฑ์ แม้ว่ากลุ่มถุงพลาสติกหูหิ้วจะมีมูลค่าตลาดใหญ่สุดกว่า 50,000 ล้านบาท และปีที่ผ่านมาเฉพาะกลุ่มห้างค้าปลีกจะมีการใช้ถุงพลาสติกใส่ของให้ลูกค้ากว่า 45,000 ล้านใบ ให้เหลือ 20,000 ล้านใบในปี 2562
สำหรับแผนการตลาดปีนี้ใช้งบตลาดกว่า 100 ล้านบาท พร้อมจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย และได้ดึง “เบน-ชลาทิศ” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ในปีนี้ เชื่อว่าถึงสิ้นปีจะมียอดขายกว่า 600 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4% ของตลาด และปีหน้าจะเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท และขึ้นเป็นผู้นำในตลาดถุงขยะได้ จากปัจจุบันกลุ่มถุงขยะผู้เล่นหลักคือเฮาส์แบรนด์ของห้างค้าปลีก และปี2562 จะเพิ่มงบการตลาดเป็น150 ล้านบาท ทำตลาดทุกช่องทาง
อย่างไรก็ตาม บริษัทเป็นผู้ผลิตถุงพลาสติกรายใหญ่ท็อป 5 ของเอเชีย อยู่ในตลาดกว่า 40 ปี ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม B2B ทั้งต่างประเทศ เช่น ห้างวอลล์มาร์ท, เทสโก้ และห้างในประเทศเกือบทั้งหมด เพื่อต้องการเติบโตแบบยั่งยืน 3 ปีที่ผ่านมาจึงปั้นแบรนด์ฮีโร่เข้ามารุกตลาดคอนซูเมอร์ ซึ่งแบรนด์ฮีโร่จะโฟกัสใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ คือ 1. กลุ่ม Keep Food Fresh เป็นถุงพลาสติกที่สัมผัสอาหารโดยตรง 2. กลุ่ม Keep Item Safe บรรจุภัณฑ์อาหารและของใช้ และ 3.กลุ่ม Keep Home Clean ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน
“สำคัญสุดคือ ถุงขยะ HERO เป็นการใช้วัตถุดิบที่เหลือจาก 3 กลุ่มนำกลับมาผลิตใหม่ และใช้เป็นไฟติ้งโปรดักต์ในการทำตลาดคอนซูเมอร์ เชื่อว่าจะทำให้รายได้สมดุลระหว่าง OEM กับแบรนด์ฮีโร่ อยู่ที่ 50% เท่าๆ กันได้ใน 5-8 ปี จากปัจจุบันรายได้ OEM ยังเป็นสัดส่วนหลักที่ 65% และแบรนด์ฮีโร่อยู่ที่ 35% โดยรายได้จากแบรนด์ฮีโร่ทั้งหมด ปีนี้คาดว่าจะทำได้ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นถุงขยะ 600 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ใน 3 กลุ่มหลักอีก 400 ล้านบาท ส่วนปีหน้าวางไว้ที่ 1,500 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย และหากทำได้ถึง 2,500 ล้านบาทจึงขึ้นเป็นผู้นำในตลาดรวมถุงพลาสติกทั้งหมด”
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนส่งออก 65% ส่วนใหญ่ ส่งออกไปยังตลาดยุโรป อเมริกา และอาเชียน ส่วนตลาดที่กำลังมาแรงอีกตลาดหนึ่งคือตลาดอเมริกาใต้ อย่างชิลี ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว บริษัทจึงจะให้นำหนักการส่งออกไปตลาดชิลีมากขึ้น ส่วนสัดส่วนตลาดในประเทศยังอยู่ที่ 35% ในอนาคต้องการปรับสัดส่วนอยู่ที่ 50:50 เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
นายทวี กล่าวต่อว่า บริษัทวางแผนการลงใหม่ ปี2562 จะลงทุนโรงงานแห่งที่สอง ที่จ.ชลบุรี บริเวณถนนบางนา-ชลบุรี ใกล้กับโรงงานเดิม พื้นที่กว่า 400 ไร่ ซึ่งเฟสแรกในปี 2562-2563 จะใช้งบ 300-1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตและความต้องการทั้งในและต่างประเทศ จากเดิมมีโรงงาน 1 แห่ง หากโรงงานใหม่แล้วเสร็จ เพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มอีก 2,000 ตันต่อเดือน จากเดิมกำลังการผลิต 1,100 ตันต่อเดือน อีกทั้งสนใจขยายโรงงานในต่างประเทศด้วย เช่น กัมพูชา อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ แค่เพียง 10 ไร่ ก็สามารถสร้างโรงงานได้แล้ว น่าจะใช้เงินไม่เกิน 150 ล้านบาท เพื่อรองรับตลาดอาเซียนและญี่ปุ่น รวมถึงจะได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ของการส่งออก