นายแวลดดิสลาฟ อังดรีฟ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดกาแฟโดยรวมทั้งหมดในประเทศไทยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมประมาณ 64,700 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 1. ตลาดการบริโภคกาแฟในบ้าน มูลค่าประมาณ 38,000 ล้านบาท และ 2. ตลาดการบริโภคกาแฟนอกบ้าน หรือเอาต์ออฟโฮมคอฟฟี่ มีมูลค่าตลาดประมาณ 26,700 ล้านบาท เติบโต 8% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ตลาดการบริโภคกาแฟนอกบ้านยังสามารถแยกย่อยออกมาเป็นกลุ่มที่เป็นเชนร้านกาแฟแบบคาเฟ่ประมาณ 17,000 ล้านบาท เติบโตมากถึง 15.7% ต่อปี เนื่องจากมีผู้ประกอบการเชนร้านกาแฟเกิดขึ้นจำนวนมากและมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่จำหน่ายกาแฟตามสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางการเดินทางและคมนาคม มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท
ล่าสุด บริษัทฯ ได้ทำการเปิดตัว ‘เนสกาแฟ ฮับ แอท บีทีเอส ชิดลม’ นำเสนอประสบการณ์ใหม่ของการดื่มกาแฟสดจากเนสกาแฟ มัดใจผู้บริโภคที่สัญจรด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจใหม่ในการรุกตลาดกาแฟนอกบ้านใหม่ในประเทศไทย โดยบริษัทได้วางงบลงทุนที่ 15 ล้านบาท ทั้งการเปิดสาขาและการทำตลาด โดยจากจำนวนผู้เข้าสัญจรภายในรถไฟฟ้าต่อวันราว 15,000 คนต่อวัน ซึ่งคาดว่าจะสร้างยอดขายได้มากกว่า 300 แก้วต่อวัน อีกทั้ง สำหรับโมเดลดังกล่าวนี้บริษัทจะทำการเปิดสาขาไปยังจุดศูนย์กลางการคมนาคม เช่น รถไฟฟ้า บนดิน รถไฟฟ้าใต้ดิน สนามบิน เป็นต้น เพิ่มอีกในอนาคต
“ประเทศไทยยังเป็นตลาดกาแฟที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องอีกนาน เนื่องจากปัจจุบันอัตราการบริโภคกาแฟของคนไทยยังน้อยประมาณ 300 แก้วต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับคนญี่ปุ่นที่บริโภคประมาณ 400 แก้วต่อคนต่อปี ส่วนที่ยุโรปประมาณ 600 แก้วต่อคนต่อปี เป็นต้น ดั้นนั้น เรามั่นใจว่าการเปิดโมเดลธุรกิจร้านกาแฟดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ให้เนสกาแฟจะยังคงเป็นผู้นำตลาดต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันตลาดในไทย เนสกาแฟมีส่วนแบ่ง 60% ในตลาดกาแฟทรีอินวัน มีส่วนแบ่ง 80% ในตลาดกาแฟอินสแตนท์ และมีส่วนแบ่ง 32% ในตลาดกาแฟพร้อมดื่ม”
ด้าน นายศุภวัฒน์ คามีเยาน์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนากลุ่มธุรกิจกาแฟ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า เนสกาแฟ ฮับ แอท บีทีเอส ชิดลม ได้แรงบันดาลใจด้านการออกแบบและตกแต่งมาจาก เนสกาแฟ แฟลกชิปสโตร์ ในย่านฮาราจูกุ กรุงโตเกียว โดย เนสกาแฟ ฮับ มุ่งเจาะกลุ่ม คนทำงานออฟฟิศ นักช็อป นักชิม นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ด้วยการชูจุดขายที่แตกต่างเอาใจคอกาแฟ ตั้งแต่การเลือกใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าชั้นดีนำเข้าจากโคลอมเบีย 100% คั่วในระดับปานกลาง เพื่อปรุงกาแฟให้อร่อยลงตัวเป็นรสชาติที่คนชื่นชอบในราคาที่เหมาะสม ที่มีราคาเครื่องดื่มเริ่มเฉลี่ย 45 บาทขึ้นไป เป็นลักษณะเคาน์เตอร์แบบเทกอะเวย์ ไม่มีที่นั่งดื่มในร้าน พร้อมทั้งนำเสนอบรรยากาศของการดื่มกาแฟสไตล์คลื่นลูกที่สาม ด้วยมุมกาแฟสดคุณภาพพรีเมียม และกาแฟไนโตรเจนเสิร์ฟจากแท็ป พร้อมทั้งซิกเนเจอร์เมนูของร้าน ได้แก่ ‘ชากาแฟ’ ‘คาเฟ่โมฮิโต้’ และ ‘ลาเวนเดอร์บลิส’ เป็นต้น