นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท พีเอฟพี กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของตลาดอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปปีที่ผ่านมาอัตราการผลิต การจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการส่งออกมีการขยายตัวขึ้น เนื่องจากความต้องการของประเทศคู่ค้าหลักที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ทุกกลุ่มสินค้าอาหารของไทยมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น จากแนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มบริษัท พีเอฟพี วางแผนขยายธุรกิจส่งออกรวมถึงขยายฐานลูกค้าในประเทศให้กว้างขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของโรงงานที่มีแผนใช้งบลงทุนหลัก 200 ล้านบาท สำหรับเพิ่มและปรับปรุงเครื่องจักรในการขยายกำลังการผลิต การทำตลาดที่ใช้สื่อออนไลน์เข้ามาช่วยในกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมถึงเพิ่มช่องทางจำหน่ายแบบออนไลน์เพื่อให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในปี 2561 กลุ่มบริษัทพีเอฟพีตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11% จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นในประเทศ 10% ต่างประเทศ 14% สำหรับตลาดในประเทศ พีเอฟพีถือได้ว่าเป็นผู้นำด้านอาหารทะเลแปรรูปแช่เยือกแข็งในช่องทางตลาดสดและช่องทางธุรกิจบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม แม้ว่าการแข่งขันในยุคปัจจุบันจะสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคา กำลังซื้อของผู้บริโภค ส่วนสถานการณ์ในตลาดต่างประเทศ ไตรมาสแรกเป็นไปได้ดีเกินเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะตลาดเอเชีย รวมถึงกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ที่ยังไม่สามารถผลิตสินค้าอาหารได้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ส่งผลให้มีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเศรษฐกิจและการค้าของประเทศคู่ค้าไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นด้วย
ด้าน นายธวัชชัย รัตนะพิสิฐ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท พีเอฟพี กล่าวต่อถึงแผนการตลาดในปี 2561 ว่า กลุ่มบริษัท พีเอฟพี จะรุกตลาดต่างประเทศโดยการขยายฐานลูกค้าและช่องทางจำหน่ายให้มากขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารแช่เยือกแข็งและอาหารพร้อมทาน โดยเฉพาะในตลาดจีน รวมถึงตลาดยุโรป สำหรับตลาดในประเทศ จะใช้แนวคิด เข้าใจ ใกล้ชิด มอบสิ่งดี พร้อมด้วยการดำเนินธุรกิจแบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งควบคู่ อีกทั้งยังเตรียมจัดแคมเปญการตลาดออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ไปยังผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการขยายช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ โมเดิร์นเทรด รวมถึงการเพิ่มสาขาพีเอฟพีช้อปจากเดิมที่มีอยู่ 9 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลมากขึ้น อีกทั้งด้านการสื่อสารกับผู้บริโภค จะเน้นความใกล้ชิดในการส่งข่าวสารและรับฟังผู้บริโภคผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆที่มีอยู่
ปิดท้าย นางสาวปิยกาญจน์ ปิยะพัฒนา กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท พีเอฟพี กล่าวว่า ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เข้าสู่ยุค 4.0 ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตแบบสมาร์ทไลฟ์อย่างชัดเจน ทำให้พีเอฟพีต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัว PFP TASTY SHOP ซึ่งเป็นร้านค้าออนไลน์ ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของพีเอฟพี โดยเริ่มจำหน่ายสินค้าในกลุ่มพร้อมทาน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของพีเอฟพีที่จำหน่ายในต่างประเทศ ได้แก่ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลา พะโล้เต้าหู้ปลา ต้มยำซีฟู้ดส์ ผัดกะเพราปลา และคั่วกลิ้งปลา โดยผ่านแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊กอินสตาแกรม LINE@ (ไลน์แอด) เป็นช่องทางหลัก และยังมีจำหน่ายบนร้านค้าออนไลน์ อย่างลาซาด้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเพิ่มช่องทางให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน ที่ชอบความสะดวกรวดเร็วและใส่ใจสุขภาพ