
เกษตรกรทั่วไทยแห่ซื้อพันธุ์ทุเรียนส่งผลราคาปรับขึ้นกว่า 10 เท่าตัว ต้นทุเรียนอายุ 3 ปีราคากระโดดหลักพัน เจ้าของสวนชี้แนวโน้มดีตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ตั้งข้อสังเกตทุเรียนใหม่โอกาสอยู่รอดและเติบโตแค่ 30%ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ พื้นที่ และความตั้งใจของคนปลูก เชื่ออนาคตไม่ล้นตลาด ขณะที่ล้งเมืองจันท์มั่นใจรัฐบาลคอนโทรลดีมานด์-ซัพพลายได้ สวนป้าต้อย-ลุงหมู ทุเรียนดังเมืองนนท์ โชว์ผลผลิตปีนี้มีขายแค่ 200 ลูก ตั้งแต่ลูกละพันจนถึงหมื่น ลูกค้าประจำจองคิวหนุนถึงหน้าสวนหลายพื้นที่ปั้นแบรนด์ ขึ้นทะเบียนจีไอ สร้างจุดขายใหม่ รมว.พาณิชย์ชี้ผลผลิตยังน้อยกว่าความต้องการ จับมือเว็บไซต์ไทย-เทศบุกอีคอมเมิร์ซเจาะตลาดทั่วโลก
นายเอกสิทธิ์ ชำวงศ์ เจ้าของสวนโสมาพรรณ 2 จังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่ากระแสทุเรียนฟีเวอร์เกิดขึ้นมาประมาณ 2 ปีแล้ว เนื่องจากราคาทุเรียนที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนเริ่มหันมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้น ทำให้ราคาเม็ดทุเรียนที่ซื้อไปปลูกเพื่อทำตอปรับราคาเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 10 บาทกลายเป็นกิโลกรัมละ 100 บาทในปัจจุบัน โดยก่อนหน้านี้เคยขยับขึ้นไปสูงถึงกิโลกรัมละ 220 บาท เช่นเดียวกับราคาต้นทุเรียนที่มีการปรับราคาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
เจ้าของสวนโสมาพรรณ 2 กล่าวต่อไปว่า สวนของตนเป็นสวนที่ซื้อต้นทุเรียนจากแหล่งผลิตต้นน้ำมาขายต่อให้กับประชาชนทั่วไป โดยราคาต้นทุเรียนจากต้นน้ำขนาดไซส์เล็กสุดเฉลี่ยต้นละ 45-55 บาท ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์และความสวย ยังไม่รวมค่าขนส่ง เมื่อนำมาขายต่อให้กับคนทั่วไปที่สนใจซื้อไปปลูกไซส์เล็กสุดคือต้นละ 130 บาท ถ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาและแก่มากขึ้น ราคาก็จะมากขึ้นตามลำดับคือ 180, 250, 350, 400 ไปจนกระทั่งถึงต้นละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นต้นทุเรียนอายุประมาณ 3 ปี
การันตีไม่เกิดภาวะล้นตลาด
เจ้าของสวนทุเรียนโสมาพรรณ 2 กล่าวอีกว่า ราคาต้นทุเรียนที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือต้นทุนเรียนราคา 130-350 บาท เพราะเป็นราคาที่ซื้อง่าย ไม่แพงมากนัก จากในอดีตที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวจังหวัดในภาคตะวันออก ภาคกลาง กลายเป็นลูกค้าจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคอีสานหันมาปลูกทุเรียนกันเยอะมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนอยากแนะนำคือการปลูกทุเรียนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนปลูกมะม่วงหรือขนุน เพราะทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการความร้อนชื้น เจริญเติบโตในดินลูกรัง ดินลูกรังปนทราย และพื้นที่บนภูเขาและเชิงภูเขา นอกเหนือจากนั้นการปลูกทุเรียนแทบจะไม่ได้ผลผลิตเลย โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาตนขายต้นทุเรียนไปหลายหมื่นต้นให้กับคนรุ่นใหม่ที่สนใจจะปลูกทุเรียนเพราะเห็นว่าเป็นพืชราคาดี มีความนิยมสูง แต่ส่วนใหญ่ตายหมด ซึ่งต้นทุเรียนจะตายมากที่สุดในช่วงหลังผ่านหนึ่งปีแรก ยิ่งในช่วงฤดูฝนจะตายมากกว่าฤดูอื่น
"ผมกล้าบอกเลยว่าสำหรับใครที่คิดว่าในอนาคตทุเรียนจะล้นตลาดเพราะคนหันมาปลูกกันมากนั้น โอกาสเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากทุเรียนเป็นพืชปลูกยาก อาจจจะปลูกได้ทุกพื้นที่ แต่การเจริญเติบโตไม่เหมือนกันยิ่งขาดการประคบประหงมดูแลเอาใจใส่ โอกาสที่ทุเรียนจะตายยิ่งมีสูง คนที่จะปลูกทุเรียนได้ นอกจากอยู่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมแล้ว ยังต้องเป็นคนมีประสบการณ์ มีความรักทุเรียน ต้องเข้าใจบริบทของทุเรียนว่าจะต้องบำรุงรักษาดิน รดน้ำให้เหมาะสมอย่างไร แม้กระทั่งตัวผมเองปลูก 100 ต้นยังได้ผลผลิตแค่ 30 ต้นเท่านั้นเอง” นายเอกสิทธิ์ กล่าว
ทุเรียนปลอดสารพิษมาแรง
นายเอกสิทธิ์ยังกล่าวถึงทุเรียนปลอดสารพิษที่สามารถขายได้ราคาดีกว่าทุเรียนทั่วไปว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับคนรักสุขภาพจะยอมจ่าย แน่นอนว่าการปลูกทุเรียนปลอดสารพิษย่อมมีจุดขายและช่องทางการตลาดดีกว่าทุเรียนทั่วไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความจริงใจของเจ้าของสวนว่าทุเรียนที่นำมาขายนั้นเป็นทุเรียนปลอดสารพิษจริงๆ เพราะในฐานะของผู้บริโภคคงตรวจสอบยากว่าทุเรียนชนิดนั้นปลอดสารพิษจริงหรือไม่
‘ล้ง’ เชื่อรัฐบาลคอนโทรลได้
นางสาวจรินทร์ ศิริการ เจ้าของล้งเจ๊แป๊วจังหวัดจันทบุรี กล่าวถึงกระแสทุเรียนฟีเวอร์ว่า ไม่คิดว่าจะเกิดภาวะล้นตลาด แม้อีก 4-5 ปีข้างหน้าผลผลิตจะเยอะกว่านี้อีกมาก แต่รัฐบาลคงวางแผนด้านการผลิตและการตลาดให้เหมาะสม ไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดจนราคาตกต่ำ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้หลายฝ่ายต้องช่วยกันคิด ช่วยกันวางแผนอย่างเป็นระบบ
ทุเรียนดีลูกละหมื่นก็ไม่พอขาย
ป้าต้อย เจ้าของสวนป้าต้อย-ลุงหมู สวนทุเรียนชื่อดังจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า ทุเรียนเป็นพืชปลูกยาก ต้องการความดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ จึงจะได้ทุเรียนดี มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อย่างสวนป้าต้อย-ลุงหมู จะไม่เน้นปริมาณ ทั้งปีผลิตได้เพียง 200 ลูกเท่านั้น แต่ด้วยความสมบูรณ์ของผลทุเรียนและคุณภาพของเนื้อทุเรียนทำให้ขายได้ราคาดี เช่น ทุเรียนก้านยาวซึ่งเป็นทุเรียนยอดนิยมของเมืองนนท์มีตั้งแต่ลูกละ 1,000 บาท 3,000 บาท ไปจนถึงลูกละ 15,000 บาท ส่วนทุเรียนหมอนทองราคาเฉลี่ย 3,000-5,000 บาท โดยผลผลิตจะออกในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
“ทุเรียนสวนป้าต้อยจะไม่ส่งขายตามร้านทั่วไป แต่ลูกค้าจะเดินทางมาซื้อที่สวนโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำที่อุดหนุนกันมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น จนปัจจุบันเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่เคยได้ยินข่าวทุเรียนสวนป้าต้อยก็แวะเวียนมาซื้อไปลองชิม” ป้าต้อย กล่าว
ป้าต้อยยังกล่าวถึงกระแสการปลูกทุเรียนที่ระบาดไปทั่วประเทศว่า ถือเป็นเรื่องดีที่คนหันมานิยมทุเรียน เพราะโดยส่วนตัวมองว่าทุเรียนสามารถปลูกได้ในหลายพื้น แต่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ อย่างไรก็ตาม อยากให้คำนึงถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณการผลิต บางคนอยากปลูกให้ได้ผลผลิตมากๆแต่ถ้าคุณภาพไม่ดีทุเรียนที่ได้ก็จะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อยากให้ปลูกด้วยความรัก แล้วเราจะได้ทุเรียนที่เต็มไปด้วยรสชาติที่เกิดจากความรักความเอาใจใส่อย่างแท้จริงซึ่งลูกค้าพร้อมยอมจ่าย เช่นการประมูลทุเรียนการกุศลของจังหวัดนนทบุรีเมื่อปีที่ผ่านมา ทุเรียนสวนป้าต้อยสามารถประมูลได้สูงถึงลูกละ 3 แสนบาท
ปั้นแบรนด์ขึ้นทะเบียน ‘จีไอ’
อย่างไรก็ตาม การปลูกทุเรียนวันนี้ไม่เพียงแค่ปลูกตามกระแสเท่านั้น แต่หลายพื้นที่ต่างพยายามสร้างแบรนด์ทุเรียนประจำท้องถิ่น เพื่อขายความต่างและดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค ยกตัวอย่างทุเรียนภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษที่ปลูกบนดินภูเขาไฟเก่า ไร้กลิ่นฉุน รสหวาน เปลือกบาง กรอบนอกนุ่มใน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(Geographical Indi cations : GI) เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเป็นทุเรียนภูเขาไฟแห่งเดียวในโลก หรือ ทุเรียนพันธุ์ทองนวลจันท์ทุเรียนพันธุ์ใหม่ของจังหวัดจันทบุรีที่กำลังมาแรง ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์ผสมระหว่างหมอนทองกับพวงมณีรวมถึงการผลักดันทุเรียนกมลา ภูเก็ตขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ประจำจังหวัดภูเก็ต หลังพบว่าทุเรียนกมลา มีลักษณะเฉพาะ เข้าข่ายสามารถเป็นสินค้า GI ของจังหวัดภูเก็ตได้ เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ เป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวชาวจีนเพราะมีรสชาติหวาน มัน หอม อร่อย และต้องรอให้หล่นเองจากต้น ไม่นิยมขึ้นไปตัดมาบ่มไว้เนื่องจากจะทำให้รสชาติของทุเรียนเปลี่ยนไป และที่สำคัญคือให้ผลผลิตเพียง 4-5 ตันต่อปีเท่านั้น โดยจะออกผลผลิตในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ซึ่งการขึ้นทะเบียนจีไอจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้อีกมาก เพราะแสดงว่าเป็นผลผลิตที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก ไม่สามารถหารับประทานจากที่อื่นได้ เช่นเดียวกับทุเรียนพันธุ์หลงลับแล หลินลับแล ทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของจังหวัดอุตรดิตถ์ที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากทุเรียนป่าจนมีเอกลักษณ์กลายเป็นพันธุ์ที่โด่งดังไปทั่วโลก
ผลผลิตยังไม่พอกับความต้องการ
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีว่า แม้ปัจจุบันจะมีการปลูกทุเรียนมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ขายในตลาดจีนเพียงตลาดเดียว กระทรวงพาณิชย์ได้ทำการติดต่อขอความร่วมมือกับทุกเว็บไซต์เพื่อกระจายผลผลิตไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายใดก็ตาม ไม่เฉพาะอาลีบาบา หรือ เจดีดอทคอม ในขณะเดียวกัน ปัจจุบันการบริโภคทุเรียนของคนจีนยังถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ ทั้งหมดเป็นเรื่องกลไกตลาดที่เราจะต้องสร้างความสมดุลและวางกลยุทธ์การขายอย่างมีแบบแผน ถ้าเรารักษาชื่อเสียงผลิตภัณฑ์มาตรฐานได้ดี ก็ไม่ต้องกัวลเรื่องราคา อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินความต้องการบริโภคกับการผลิตของไทยอยู่เป็นระยะ ตราบใดที่การบริโภคทุเรียนยังมากกว่าซัพพลายสถานการณ์จึงยังไม่น่าเป็นห่วง
รมว.กระทรวงพาณิชย์ยัง กล่าวอีกว่า นอกจากความร่วมมือกับ Tmall.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในเครืออาลีบาบาแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังหาช่องทางการจำหน่ายทุเรียนและสินค้าเกษตรผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อื่นด้วย อาทิ JD.com รวมถึงเว็บไซต์ของผู้ประกอบการไทย เพื่อจำหน่ายผลผลิตไปทั่วโลก พร้อมกับเปิดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจด้วย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น สำหรับผลผลิตทุเรียนเติบโตขึ้น 15-20% ขณะที่ความต้องการบริโภคทุเรียนของจีนเติบโต 20%เท่ากับว่าดีมานด์ยังสูงกว่าซัพพลาย
ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้ผลิตแสะส่งออกทุเรียนรายใหญ่ของโลก ถึงแม้บางประเทศในเขตร้อนพยายามที่จะปลูกทุเรียนเหมือนประเทศไทย แต่ยังคงไม่สามารถแข่งขันกับไทยได้ ในขณะเดียวกัน พื้นที่การปลูกทุเรียนของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กระนั้นก็ตามปริมาณผลผลิตโดยรวมก็ยังไม่เพยีงพอเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาดทั้งบริโภคสดภายในประเทศและตลาดส่งออก รวมถึงทุเรียนแปรรูป ทำให้มูลค่าการค้าทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นทุกปีโดยประเทศไทยส่งออกทุเรียนในรูปผลสดถึงร้อยละ90 และที่เหลือส่งออกในรูปของผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆได้แก่ ทุเรียนกวนทุเรียนแช่แข็ง และ ทุเรียนอบแห้ง ปี2559 ปริมาณการส่งออกทุเรียน 424,150 ตัน มูลค่า 20,013.24 ล้านบาท แบ่งเป็นทุเรียนผลสด 402,660 ตัน โดยมีตลาดนำเข้าสำคัญคือ สาธารณรัฐประชาชนจีนที่นำเข้าทุเรียนสดรายใหญ่ที่สุดปริมาณการนำเข้า 157,508 ตัน มูลค่ำ 8,948 ล้านบาท รองลงมาคือฮ่องกง นำเข้า 145,920 ตัน มูลค่า 4,941 ล้านบาท และเวียดนาม (เป็นการส่งออกต่อไปยังจีน) นำเข้า 84,850 ตัน มูลค่า 2,869 ล้านบาท ตามลำดับ
*********
เปิดใจ...เจ๊แป๊ว
‘ล้ง’ แรกเมืองจันท์
หากพูดถึงคนดังเมืองจันท์วันนี้ หนึ่งในนั้นคงต้องเป็น ‘จรินทร์ ศิริการ’ หรือ เจ๊แป๊ว เจ้าของล้งแห่งแรกของจังหวัดจันทบุรีที่ได้รับการเซ็นสัญญาขายทุเรียนผ่านเว็บไซต์ทีมอลล์ของอาลีบาบาเข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นทางการ จากยอดรวมการทำสัญญาซื้อล็อตแรกจากประเทศไทยจำนวน 1 แสน 3 หมื่นลูก แน่นอนว่าประเด็นที่คนทั่วไปสนใจก็คือทำไมล้งเจ๊แป๊วจึงได้รับความไว้วางใจในการเซ็นสัญญาเป็นล้งแรก
“สยามธุรกิจ” ลงพื้นที่พูดคุยกับเจ๊แป๊วถงประเด็นดังกล่าว ซึ่งได้รับการเปิดใจอย่างเป็นกันเองว่า ไม่รู้ตัวมาก่อนเหมือนกันว่าจะได้รับคัดเลือกและเซ็นสัญญากับเว็บไซต์อาลีบาบาของแจ็คหม่า ตอนที่ได้ข่าวว่าแจ็คหม่าจะมาเมืองไทยยังคิดในใจว่าเขามาทำไม และไม่ได้สนใจ เพราะไม่รู้จัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานของอาลีบาบาลงพื้นที่เซ็นสัญญาซื้อทุเรียน เจ๊แป๊วกล่าวว่าดีใจแต่ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร
“ส่วนหนึ่งอาจดีใจ แต่หัวใจเรายังคงปกติ เพราะคิดว่าการขายทุเรียนผ่านอาลีบาบาก็เหมือนการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วไป คือต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานให้คงที่ สิ่งที่เรารู้สึกต่อแจ็คหม่าคือเขานำรายได้เข้าประเทศเรา ซึ่งก็มีอีกหลายล้งที่ได้รับการคัดเลือกจัดส่งทุเรียนให้กับอาลีบาบา ก็อยากให้ทุกล้งคงมาตรฐานนี้ไว้เพื่อรักษาชื่อเสียงทุเรียนจังหวัดจันทบุรีของเราให้คงอยู่ตลอดไป” เจ๊แป๊ว กล่าว
เจ๊แป๊วยังกล่าวอีกว่า การทำสัญญาดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียนที่ต้องส่งไปยังตลาดอื่นๆ เพราะทางล้งมีการจัดเตรียมผลผลิตโดยการทำสัญญากับเจ้าของสวนไว้อย่างเพียงพอซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการส่งออกทุเรียนไปขายในจีนอยู่แล้ว แต่ผลกระทบคงเป็นเรื่องของแรงงานมากกว่า เนื่องจากยอดขายเพิ่มขึ้น แต่กำลังคนยังเท่าเดิม จึงต้องทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อถามว่าการเข้ามาของอาลีบาบาจะทำให้ล้งท้องถิ่นล้มหายตายจากไปในอนาคตหรือเปล่า เจ๊แป๊วตอบว่าความจริงแม้ไม่มีแจ๊คหม่าก็มีคนอื่นทำตลาดอยู่แล้ว เช่นคนทำธุรกิจส่งออกเขาก็มีตลาดของเขา มีการจัดส่งสินค้าออกไปขายโดยไม่ต้องผ่านล้ง แต่ถ้าล้งของเรามีคุณภาพมาตรฐาน คนก็อยากใช้บริการ เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องมีภาระเรื่องการขนส่ง เพราะฉะนั้นล้งที่ดีจะไม่มีทางโดนกลืน แต่ถ้าล้งไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจกับลูกค้า ขายสินค้าไม่มีคุณภาพ ถึงแม้จะไม่มีแจ๊คหม่า ในอนาคตก็คงจะต้องปิดกิจการ เพราะคนไม่เชื่อถือ
“ธุรกิจนี้ขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจ ถ้ามีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า รักษาคุณภาพมาตรฐานให้คงที่ หรือพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการและมีตลาดรองรับแน่นอน”
เจ๊แป๊วยังบอกอีกว่า ล้งของเธอเพิ่งดำเนินการส่งออกทุเรียนได้เพียงปีเดียว โดยก่อนหน้านี้เน้นการส่งออกมังคุดเป็นหลัก แต่ถึงแม้จะเพิ่งดำเนินการส่งออกทุเรียนก็มีลูกค้าใช้บริการหลายสวน เนื่องจากคุณแม่ (ไพเราะ ศิริการ) ทำสวนทุเรียนอยู่แล้ว ญาติและเพื่อนหลายคนก็ทำสวนทุเรียน จึงมีการบอกกันปากต่อปาก
“เราคิดเสมอว่าต้องทำธุรกิจด้วยใจ และทำอย่างเต็มที่ แม้จะไม่มีคนมีชื่อเสียงมาติดต่อทำสัญญาซื้อขายก็ต้องทำอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อเราทำดี ลูกค้าก็ได้ของที่มีคุณภาพ เมื่อเขาได้รับบริการที่ดีย่อมบอกต่อ ชื่อเสียงของล้งเราก็จะดีขึ้น เป็นที่รู้จักมากขึ้นซึ่งทั้งหมดต้องเริ่มต้นจากตัวเราก่อนเราจึงมีสโลแกนประจำล้งว่า ‘อย่าตัด อย่าค้า ทุเรียนอ่อน’เพื่อรักษามาตรฐานทุเรียนเมืองจันท์ หรืออย่างคุณแม่ทำสวนทุเรียนด้วยปุ๋ยปลอดสารพิษผลผลิตดี เราเห็นก็เอามาทำตาม เจอใครก็แนะนำว่าปุ๋ยปลอดสารพิษทำให้ผลผลิตดี อันนี้เป็นความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจที่เรามีต่อลูกค้า”
ปัจจุบันล้งเจ๊แป๊วนอกจากจะรับซื้อผลผลิตในจังหวัดจันทบุรีแล้ว ยังรับซื้อผลผลิตในจังหวัดใกล้เคียงเช่น ตราด ระยองเธอกล่าวถึงกระแสทุเรียนฟีเวอร์ว่า ไม่คิดว่าจะเกิดภาวะล้นตลาด แม้อีก 4-5 ปีข้างหน้าผลผลิตจะเยอะกว่านี้อีกมาก แต่รัฐบาลคงวางแผนด้านการผลิตและการตลาดให้เหมาะสม ไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดจนราคาตกต่ำ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้หลายฝ่ายต้องช่วยกันคิด ช่วยกันวางแผนอย่างเป็นระบบ
ด้านป้าไพเราะ ศิริการ เจ้าของสวนทุเรียน ต.ตะป้อนน้อย อ.ขลุง จ.จันทบุรี ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสวนแรกที่ ประเดิมออเดอร์ล็อตแรกของการส่งทุเรียนเข้าสู่เว็บไซต์ทีมอลล์ในเครืออาลีบาบาขายไปยังประเทศจีน กล่าวว่า ปัจจุบันที่สวนมีต้นทุเรียนประมาณ 100 กว่าต้น และได้ทำการเซ็นสัญญากับทางอาลีบาบาในการซื้อ-ขายทุเรียนแล้ว เนื่องจากทุเรียนมีรูปทรงที่สวยงาม พลูสวย เนื้ออร่อย ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยปี 2561 นี้ สามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 10 กว่าตัน ราคาประมาณ 110 บาท/กิโลกรัม

“สาเหตุที่ได้รับการคัดเลือกให้ขายกับเว็บไซต์ของอาลีบาบาคงเนื่องจากทุเรียนในสวนของเราใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพราะทุกวันนี้ใครๆ ก็ใส่ใจเรื่องสุขภาพ สวนเราจึงตอบโจทย์ตรงนี้ด้วย เมื่อเราทำผลไม้ที่มีคุณภาพดี ย่อมเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งเกษตรกรทุกสวนสามารถทำได้เช่นกัน” ป้าไพเราะ กล่าว