นางสาวเพ็ญศิริ ทองสิมา รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลนครธน กล่าวว่า โรงพยาบาลนครธนได้สั่งสมประสบการณ์ด้านธุรกิจโรงพยาบาลมามากกว่า 22 ปี พร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษา ความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทาง โดยกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์และสื่อสารเกี่ยวกับศักยภาพด้านการรักษาโรคต่างๆ ของโรงพยาบาลฯ มากนัก โดยในปีนี้เรามองว่าเราจะต้องวางแผนในการทำตลาดในเชิงรุกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้นครธนมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราการเติบโตของรายได้ในปี 2561 ให้โตขึ้น 10% หรือคิดเป็น 1,550 ล้านบาท จากปี 2560 ที่มีรายได้อยู่ที่ 1,400 ล้านบาท ซึ่งนอกจากการทำตลาดผ่านโครงการนครธน แฟมิลี่ คลับ ที่เราจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ที่ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์หลักของการสร้างแบรนด์ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าใหม่ให้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เรายังมีแผนการตลาดที่ตั้งไว้ นั่นคือ การเปิดตลาดคนไข้ต่างชาติในกลุ่มประเทศ CLMV และการสร้างศักยภาพในแต่ละด้านให้สำเร็จตามเป้าหมาย
“ การขยายฐานลูกค้าในกลุ่มชาวต่างชาติได้เริ่มเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ส่วนมากเป็นชาวเมียนมาระดับบนหรือคิดเป็น 5% ของผู้เข้าใช้บริการทั้งหมด วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเป็น 10% มาจากการทำตลาดกับกลุ่มเดิมอย่างประเทศเมียนมา และชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมถึงกัมพูชาที่จะเน้นหนักมากขึ้น”
ผู้บริหารกล่าวต่อว่า สำหรับการสร้างศักยภาพของในแต่ละด้านนั้น ทางด้านภาพรวมของโรงพยาบาลนครธนจะมุ่งสร้างมาตรฐานสากล โดยจะพัฒนาและรับรองมาตรฐาน HA Re-accreditation ให้ได้ภายในปี 2561 และจะพัฒนาและรับรองมาตรฐาน JCI ให้ได้ภายในปี 2562 ทางด้านแพทย์และการรักษา จะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้การรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คนไข้ไม่ต้องเดินทางเข้าไปใจกลางเมือง รวมทั้งจะชูความเป็นแพทย์เฉพาะทาง สำหรับด้านเทคโนโลยี จะมีเครื่องมือที่ทันสมัยและครบวงจรทำให้คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปหลายที่ เพื่อเข้ารับการรักษากับเครื่องมือต่างๆ ส่วนทางด้านส่วนการบริการจะมุ่งจัดระบบบริการด้วยโปรแกรมการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ให้สำเร็จภายในปี 2562 และมีการอบรมพนักงานให้มีหัวใจบริการ 5 ด้าน คือ 1. ซื่อสัตย์ จริงใจ ให้เกียรติ 2. เข้าใจความต้องการอย่างแท้จริง 3. สังเกตใจ ใส่ใจ ผู้รับบริการ 4. ให้ใจให้ความช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ และ 5. เอาใจใส่ดูแลด้วยความเอาใจใส่ ตระหนักถึงความปลอดภัย
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมพร้อมการขยายตัวของผู้เข้าใช้บริการ ในปีนี้ยังมีการลงทุนอีก 200 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงแผนกผู้ป่วยนอกชั้น 1 ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการซื้ออุปกรณ์ผ่าตัดเพิ่มเติม ครอบคลุมไปถึงอุปกรณ์ในส่วนของศูนย์ที่เตรียมเปิดให้บริการอีกด้วย