นายบุญชัย โอภาสเอี่ยมลิขิต ประธานธุรกิจ สหรัฐอเมริกา เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า จากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้มีนโยบายเปิดประเทศให้ต่างประเทศเข้าไปลงทุนได้ ด้วยการลดกำแพงภาษีต่างๆ ลงส่งผลให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น อีกทั้งตลาดอเมริกาศักยภาพและเป็นตลาดที่ใหญ่มากมีประชากรมากถึง 325 ล้านคน หรือคิดเป็น 5% ของประชากรโลกและมีกำลังการซื้อสูง ประกอบกับยังมีมูลค่าธุรกิจอาหารมากกว่า 5.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตลาดอาหารแช่แข็งและอาหารกินเล่นเติบโต 4-5% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีราว 19 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของจีดีพีของโลก
ดังนั้น จึงส่งผลให้บริษัทมีแผนจะรุกเข้าไปทำตลาดในเรื่องของอาหารในอเมริกามากขึ้น โดยเมื่อปี 2559 ผ่านมาบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เข้าไปซื้อกิจการบริษัทเบลลิซิโอ ฟู้ด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาหารแช่แข็งรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาด้วยเงินลงทุน 1.075 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อต้องการให้เป็นบริษัทที่เราจะเข้าไปขยายทำธุรกิจที่ประเทศอเมริกาตามแผนที่เราได้วางไว้ โดยขณะนี้ได้เตรียมเสนอบอร์ดของบริษัท เบลลิซิโอ ฟู้ด ให้ดำเนินการเพื่อต่อยอดธุรกิจ เบื้องต้นจะนำสินค้าของเครือซีพี เช่น เกี๊ยวกุ้ง บะหมี่ ไปผลิตและจำหน่ายผ่านช่องทางขายเดิมของเบลลิซิโอ ฟู้ด ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 50,000 จุดในตลาดอเมริกา
ล่าสุดนี้ บริษัทได้นำอาหารแช่แข็งพร้อมทานแบรนด์ บอสตัน มาร์เก็ต ซึ่งอยู่ในกลุ่มอาหารพรีเมียมของบริษัทเบลิซิโอ 4 เมนูมาจำหน่ายในไทยเดือน ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งวางจำหน่ายร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านซีพี เฟรช มาร์ท 200 สาขา และเดือน มี.ค. 2561ขยายไปซูเปอร์มาร์เกต เช่น สยามพารากอน เดอะมอลล์ แม็กซ์แวลู วิลล่ามาร์เก็ต รวมทั้งในร้านอาหารเครือ และยังมีแผนนำเข้าไปจำหน่ายในร้านอาหารในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ออสเตรเลีย ด้วย ตั้งเป้าหมายปีแรกมียอดขาย 60-70 ล้านบาท
ปัจจุบันซีพีเอฟดำเนินธุรกิจใน 16 ประเทศ เช่น รัสเซีย จีน อเมริกา และอาเซียน โดยเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้ซีพีเอฟ สัดส่วน 65% จากรายได้รวม ส่วนรายได้ในไทยมีสัดส่วน 35% โดยอเมริกาเป็นตลาดที่ทำรายได้สูงที่สุดที่ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปีนี้รายได้ซีพีเอฟตั้งเป้าโต 10% เท่ากับปีที่ผ่านมา ขณะที่รายได้ปี 60 ประมาณ 5 แสนล้านบาท