กรมสุขภาพจิต ชี้ “ลักษณะผู้มีความผิดปกติทางจิตที่มีภาวะอันตราย!!”ต้องนำส่งรักษาตามพ.ร.บ.สุขภาพจิต 2551

วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

กรมสุขภาพจิต ชี้ “ลักษณะผู้มีความผิดปกติทางจิตที่มีภาวะอันตราย!!”ต้องนำส่งรักษาตามพ.ร.บ.สุขภาพจิต 2551


กรมสุขภาพจิต เร่งจัดระบบการปฏิบัติตามพ.ร.บ.สุขภาพจิตพ.ศ.2551 เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตทั้งมีและไม่มีคดีให้ได้รับการบำบัดรักษาตามมาตรฐาน สังคมปลอดภัย เผยลักษณะผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษามี 5 อาการได้แก่ หูแว่ว เห็นภาพหลอน หวาดระแวงไร้เหตุผล คิดว่าตนเองมีความสามารถเหนือคนอื่น หรือ แต่งกายแปลกกว่าคนปกติ และมีภาวะอันตรายคือ พยายามฆ่าตัวตาย ทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายคนอื่น ส่วนใหญ่มักพบใน 9 โรคที่ขาดยาและใช้สารเสพติด หากประชาชนพบเห็นให้แจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หรือ191เผยหลังใช้กฎหมายฉบับนี้ 6 ปี มีผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือทางระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 เกือบ 80,000 ครั้ง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กรมสุขภาพจิตได้เร่งผลักดันการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต(พ.ร.บ.) พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 เป็นต้นมา เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ที่มีอาการผิดปกติทางจิต ซึ่งถือว่าเป็น “ผู้ป่วย” ให้ได้รับการบำบัดรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์และคุ้มครองความปลอดภัยสังคมจากอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต ซึ่งถือเป็นวิกฤติสังคมประเภทหนึ่ง เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกัน ที่ผ่านมาพ.ร.บ.ฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดทางการปฏิบัติ หลักๆมี 2 ส่วน คือ การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตที่มีภาวะอันตราย ซึ่งสามารถใช้กฎหมายในการดูแลได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีคดีขึ้นก่อน และแนวทางการปฏิบัติงานของผู้เกี่ยวข้องของกฎหมายฉบับนี้ทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตำรวจและฝ่ายปกครอง  ยังขาดความชัดเจนและการเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในการแก้ไขข้อจำกัดอุปสรรคที่กล่าวมา กรมสุขภาพจิตจึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้เกิดแนวทางในการประเมินอาการและนำส่งตัวผู้มีความผิดปกติทางจิต สำหรับตำรวจและบุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงอาสาสมัคร มูลนิธิกู้ชีพกู้ภัยที่เป็นเครือข่ายระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งต้องปฏิบัติงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อจัดระบบการปฏิบัติงาน รวมทั้งการให้ความรู้ในการนำส่งตัวผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาอย่างปลอดภัย ถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย และต่อไปจะดำเนินการอบรมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและบุคลากรของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานตามพ.ร.บ.สุขภาพจิตฯ โดยมีกองยุทธศาสตร์และแผนงานของกรมสุขภาพจิตในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติดำเนินการ

“ สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต ซึ่งเกิดมาจากความผิดปกติการทำงานของสมอง ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาตามมาตรา 22 ของพ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 ได้แก่ผู้ที่มีอาการ 5 ลักษณะดังต่อไปนี้ 1.หูแว่ว 2.เห็นภาพหลอน 3.หวาดระแวงไร้เหตุผล 4.คิดว่าตนเองมีความสามารถเหนือคนอื่น เช่น เป็นบุคคลสำคัญ เป็นเทพเทวดา หรือ 5.แต่งกายแปลกกว่าคนปกติ ร่วมกับมีแนวโน้มจะมีอันตรายทั้งต่อตนเอง ผู้อื่นและสังคม ได้แก่ พยายามฆ่าตัวตาย ทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายคนอื่น หากประชาชนพบเห็นผู้ที่มีลักษณะที่กล่าวมาและมีภาวะอันตราย  สามารถโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ 2 ช่องทางคือสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 และสายด่วนตำรวจ 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำตัวเข้ารับการบำบัดรักษาตามกฎหมาย หากบุคคลเหล่านี้ได้รับการรักษาและอยู่ในระบบการดูแลอย่างต่อเนื่อง สมองก็จะทำงานได้ตามปกติ สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ และบางโรคอาจรักษาหายขาดได้” อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนเป็นสถานบำบัดรักษาตามกฎหมายฉบับนี้จำนวน 96 แห่ง ประกอบด้วยโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วประเทศจำนวน 19 แห่ง โดยกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 1 แห่งที่จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปจำนวน 77 แห่ง ในกระบวนการรักษาผู้ป่วยตามพ.ร.บ.สุขภาพจิตฯนั้น จะมีคณะกรรมการสถานบำบัดรักษาประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพ 5 สาขา ได้แก่ จิตแพทย์ แพทย์ พยาบาลจิตเวช นักจิตวิทยาคลินิกหรือนักสังคมสงเคราะห์ นักกฎหมาย ทำการประเมินผู้ป่วยว่ามีความผิดปกติทางจิตหรือไม่ มีศักยภาพในการต่อสู้คดีหรือไม่ รวมถึงทำหน้าที่วางแผนการบำบัดรักษาด้วย  

ทางด้านดร.แพทย์หญิงเบ็ญจมาส พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากสถิติของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในรอบ 6 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2555-2561 มีผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับแจ้งและออกปฏิบัติการช่วยเหลือรวมทั้งหมด 79,864 ครั้ง โดยมีอาการคลุ้มคลั่ง มีภาวะทางจิตประสาทหรืออารมณ์ ซึ่งการปฏิบัติการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากจำนวน 11,266 ครั้งในปี 2551 เพิ่มเป็น 15,697 ครั้งในปี 2560

ทั้งนี้โรคทางจิตเวช เกิดมาจากสมองทำงานผิดปกติ บางรายอาจก่อคดี เป็นอันตรายต่อผู้อื่นและสังคม ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เกิดจากการขาดยาและใช้สารเสพติด โรคที่พบได้บ่อย ได้แก่ 1.โรคจิตเภท ( Schizophrenia) 2.โรคอารมณ์แปรปรวน (Bipolar disorder) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว 3.โรคซึมเศร้า (depressive disorder) 4.โรคสติปัญญาบกพร่อง ( Mental retardation) 5.โรคสมองเสื่อม ( Dementia) 6.ภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ ( Alcohol intoxication)   7.ภาวะเพ้อจากการถอนสุรา( Delirium tremens) พบในกลุ่มที่ติดเหล้าและหยุดดื่มอย่างกะทันหัน 8.โรคลมชัก ( Epilepsy ) ที่มีอาการทางจิตร่วมด้วยและ 9.ผู้ที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personal disorder) เช่น เกเร ขาดคุณธรรม  

ดร.แพทย์หญิงเบ็ญจมาส กล่าวอีกว่า ประชาชน ชุมชน สามารถมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่ในชุมชนไม่ให้มีอาการกำเริบ ดังนี้ 1.ดูแลติดตามให้ผู้ป่วยกินยาอย่างต่อเนื่อง 2.พิทักษ์สิทธิผู้ป่วยจากการถูกเอาเปรียบทางสังคม  3.หางานอดิเรกส่งเสริมอาชีพให้ผู้ป่วย เพื่อฝึกการทำงานของสมองและเพื่อให้มีรายได้ 4.ให้กำลังใจผู้ป่วยและสนับสนุนเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนและ 5.เฝ้าระวังและสังเกตอาการผู้ป่วย หากผู้ป่วยมีอาการกำเริบที่ต้องได้รับการรักษาหรือมีภาวะอันตราย ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หรือสายด่วนตำรวจ 191 เพื่อนำตัวส่งรักษาในโรงพยาบาลต่อไป 




บริษัท สยามธุรกิจ พับลิชชิ่ง จำกัด อาคารเลขที่ 169/98 อาคารเสริมทรัพย์ ชั้น 5 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2692-5100 หรือ ID Line : @LBU8361R ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ