กดปุ่มแบ่งเค้กสัมปทานปิโตรเลียม

วันศุกร์ที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2560

 กดปุ่มแบ่งเค้กสัมปทานปิโตรเลียม


ถือฤกษ์ดี 06.39 น. ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนใหม่ ได้เดินทางเข้าสักการะพระพรหมประจำกระทรวงฯ ก่อนทำงานวันแรก

                จากนั้นเข้าร่วมประชุมและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญของกระทรวงพลังงานให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน อาทิ การขับเคลื่อนบูรณาการพลังงานระยะยาว นโยบาย Energy 4.0 และการบริหารจัดการการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 22 และการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุ

                รายงานข่าวแจ้งว่า การเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบ 22 มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท เป็นงานที่รัฐมนตรีใหม่เข้ามาผลักดันให้ประสบความสำเร็จ เพราะว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ เนื่องจากอีก 5-7 ปีข้างหน้าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยไม่เพียงพอแล้ว แต่การจะหันไปนำเข้าก็ต้องใช้เงินมหาศาล  โดยเฉพาะสถานการณ์ในช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น

                อีกแหล่งขุมทรัพย์ที่รอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนใหม่ สั่งเดินหน้าการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดสัญญาในปี 2565-2566 ที่มีอยู่ 2 แหล่งใหญ่ ได้แก่ แหล่งเอราวัณ ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่จะหมดอายุในวันที่ 23 เมษายน 2565 และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. แปลง 15 จะหมดอายุในวันที่ 23 เมษายน 2565 และแปลง 16 และ17 จะหมดอายุในวันที่ 7 มีนาคม 2566

ทั้งนี้  ที่ผ่านมาที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ไฟเขียวเลือกแนวทางการเปิดประมูลเพื่อหาผู้รับสัมปทานรายใหม่ เข้ามาดำเนินการภายหลังจากสินทรัพย์เหล่านั้นตกเป็นของรัฐแล้ว

ทางด้านเจ้าของสัมปทานเดิมอย่าง ปตท.สผ. ก็แสดงเจตนารมณ์ชัดเจน จะเข้าร่วมประมูลแหล่งบงกชแน่นอน รอเพียงรัฐบาลประกาศเปิดประกวดราคาเท่านั้น

ล่าสุด “พงศธร ทวีสิน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ คนใหม่ ของ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP ก็ออกมาย้ำชัดๆ ว่า “ยืนยันที่จะเข้าร่วมการประมูลแหล่งบงกชที่จะหมดอายุในปี 2566 แน่นอน โดยจะร่วมกับพันธมิตรรายเดิมก่อน”

รวมถึงแหล่งเอราวัณ ของเชฟรอนนั้น ทาง ปตท.สผ. ก็สนใจเช่นกัน “แหล่งเอราวัณที่จะหมดอายุในปี 2565 ทาง ปตท. สผ. กำลังเจรจากับพันมิตรอยู่ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งจะมีการศึกษาในหลายๆ ด้าน และสรุปก่อนที่จะมีการประกาศทีโออาร์ออกมา”

ทางด้าน บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ก็ได้แต่งตัวเตรียมลุยศึกประมูลแหล่งปิโตรเลียมครั้งนี้เช่นกัน โดยได้เร่งโหมโรงทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมไทย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาคนไทย

ส่วนการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 22 ล่าสุดภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้เห็นชอบอนุมัติร่างกฎกระทรวง และร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม รวม 4 ฉบับ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมเป็นไปตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2560  รวมถึงร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วาระ 2 คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในกลางเดือนธันวาคมนี้ ก่อนเสนอ ครม. เห็นชอบเปิดประมูลช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2561

สำหรับกฎกระทรวง 3 ฉบับ และ 1 ประกาศหลักเกณฑ์ สาระสำคัญได้ระบุพื้นที่ไหนเหมาะสมใช้ระบบอะไรในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งจากสถิติการสำรวจหลุมปิโตรเลียม จำนวน 960 หลุม ตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบันพบว่า หลุมในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือเจาะแล้วเจอสามารถพัฒนาต่อเชิงพาณิชย์ได้มีอัตราความสำเร็จอยู่ที่กว่า 10% พื้นที่อ่าวไทยไทยเจาะแล้วเจอ สามารถพัฒนาต่อเชิงพาณิชย์ได้อยู่ที่ 50% ส่วนค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 39% 

ดังนั้น พื้นที่อ่าวไทยจึงมีความเหมะสมใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC ส่วนพื้นที่ภาคอีสานและเหนือ มีอัตราความสำเร็จอยู่เพียง 10% เท่านั้นเอง จึงเห็นว่าควรจะใช้ระบบสัมปทานไปก่อน เนื่องจากยังไม่พร้อมกับระบบใหม่ 

ทางด้านความคืบหน้าการพิจารณาร่างขอบเขตเงื่อนไขการลงทุน หรือ ทีโออาร์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ จากนั้นส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา ก่อนจะส่งไปยังคณะกรรมการปิโตรเลียมฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เห็นชอบ ก่อนเสนอ ครม. ต่อไป

ขณะที่นักลงทุนต่างสนใจเข้าร่วมประมูลกันอย่างคึกคัก นอกจากทาง ปตท. สผ. และเชฟรอนแล้ว ยังมียักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ อาทิ บริษัท มูบาดาลา จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด จากจีน, บริษัท ซาลามานเดอร์ เอนเนอร์ยี่ (บัวหลวง) ลิมิเต็ด จากอังกฤษ รวมถึง บริษัท สยามไมเอโกะ จำกัด จากญี่ปุ่น ด้วย

“การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทยล่าช้ามามากแล้ว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยจะมีใช้อีก 5-7 ปีเท่านั้น เพราะตอนนี้ประเทศไทยมีปริมาณก๊าซสำรองอยู่ที่ 10-11  ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ต้องรอดูรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนใหม่ จะกล้าเดินหน้าสั่งเปิดสัมปทานปิโตรเลียมได้ทันเวลา และดำเนินการโปร่งใสหรือไม่” แหล่างข่าวกล่าวทิ้งท้าย



บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ