นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือไทยเบฟ กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ที่ผ่านมา บริษัทฯมีรายได้รวม 142,460 ล้านบาท เติบโตติดลบ 6% มีกำไรสุทธิ 21,117 ล้านบาท เติบโต 3.1% เนื่องมาจากปัจจัยหลายๆ ด้าน ที่เราทราบกันดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอ และสำหรับประเทศไทยเองก็ยังอยู่ในช่วงแห่งความสูญเสีย ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่ค่อยมีอารมณ์จับจ่ายใช้สอยมากนัก แต่ทั้งนี้ เราคาดว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ภาวะเศรษฐกิจในประเทศน่าจะปรับตัวดีขึ้น จากนโยบายต่างๆของรัฐบาลที่สนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ประกอบกับมีเทศกาลมากมาย ซึ่งน่าจะเอื้อให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน ด้วยศักยภาพความพร้อมอย่างรอบด้านที่เรามีอยู่ รองรับกับสภาวะของตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัทได้วางแผนวิชั่น 2020หรือ2563 ( ปี 2558-2563) ซึ่งผ่านมาได้ครึ่งทางหรือ3ปีแล้วนั้น เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจะเน้นใน 5 กลยุทธ์หลักคือ 1.การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพสู่บริษัทเครื่องดื่มครบวงจรใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 2. ความหลากหลายของสินค้า 3. การมีแบรนด์สินค้าที่โดนใจ 4.การกระจายสินค้าทึ่แข็งแกร่งเข้าถึงตลาดได้ดี และ 5. ความเป็นมืออาชีพในธุรกิจและการบริหาร ซึ่งแผนดำเนินการทั้งหมดนี้ให้ทุกอย่างมีความพร้อมอย่างครบถ้วนทั้งเรื่องคน เรื่องทุน และสินค้า เพื่อส่งให้ธุรกิจของบริษัทออกไปสู่การขยายตัวในตลาดต่างประเทศทั่วทุกมุมโลกมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทจะพัฒนาคุณภาพสินค้า การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งเรื่องไอที นวัตกรรมต่างๆ และให้ความสำคัญกับการวางแผนงานที่ตั้งเป้าอย่างชัดเจน เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
โดย ในปีงบประมาณปี 2561 (ต.ค.60-ก.ย.61) ไทยเบฟตั้งงบลงทุนโดยรวมไว้ที่ 7,400 ล้านบาท เพิ่มจากงบลงทุนปีที่ผ่านมาที่ใช้ไป 5,200 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจในเครือไทยเบฟทั้งหมด ทั้งกลุ่มแอลกอฮอล์ นอนแอลกฮอล์ และอาหาร ซึ่งไม่รวมถึงงบทางด้านควบรวมกิจการหรือซื้อกิจการอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
“ ไทเบฟยังคงยึดกลยุทธ์การดำเนินงานตามที่กำหนดไว้ใน Vision 2020 ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอันดับหนึ่งของอาเซียน ล่าสุดได้รับการจัดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) ประจำปี 2560 ให้มีคะแนนสูงถึง 89 คะแนน เป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) ต่อเนื่องเป็นปีที่สองจากปีที่แล้ว ซึ่งได้คะแนน 84 คะแนน ทั้งยังถือเป็นลำดับสองของโลกด้วยคะแนนรวม 90 คะแนน และถูกจัดลำดับความเชื่อมั่นทางสถานะการเงินด้านความสามารถในการชำระเงินคืนต้นและดอกเบี้ยจาก Moody’s เพิ่มขึ้นเป็นลำดับที่ 2 จากปีก่อนที่อยู่ในลำดับที่ 3 โดย ปัจจุบัน ไทยเบฟ มีมูลค่าประมาณ 16,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนอาซาฮีญี่ปุ่นมีประมาณ 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิรินญี่ปุ่นมีประมาณ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซันโตรีมีประมาณ 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ”