นางปัทมา ถกลศรี ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคภายใต้แบรนด์ไฟน์ไลน์, ดีนี่, บีไนซ์, ทรอส, เอเวอร์เซ้นส์, วีไวต์, สมาร์ท และโทมิ กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายที่บริษัทเคยประกาศไว้เมื่อปีที่แล้ว (2559) จะมียอดขายประมาณ 10,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี คือในช่วงปี 2563 คงต้องเลื่อนออกไปก่อนเป็น 7 ปีแทน หรือประมาณปี 2565 เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ทำการปรับระบบโครงสร้าง มีการตัดลดสินค้า มีการปรับระบบบริหารจัดการ จึงทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนเดิมที่วางไว้ แต่ยังมั่นใจว่ายังสามารถทำยอดขายให้ได้ครบ 10,000 ล้านบาทในช่วง 7 ปี
สำหรับทิศทางการดำเนินงานของบริษัทฯ ตั้งงบลงทุนรวม 2 ปีนี้ (2560-2561) งบประมาณรวม 2,000 ล้านบาท รวมทั้งมีการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ในโรงงานแห่งใหม่นี้ด้วยเพื่อใช้เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ซึ่งขณะนี้ได้มีความร่วมมือกับทางเกาหลีและญี่ปุ่นในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ กลุ่มพรีเมียม คาดว่าปีหน้าจะสามารถเปิดตัวสินค้าใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากโรงงานใหม่ของเราที่คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปีหน้าก็จะใช้เป็นศูนย์ร่วมวิจัยกับเกาหลีและญี่ปุ่นเช่นกัน
ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศที่ 10% ตั้งเป้าภายใน 3 ปีจากนี้จะมีสัดส่วนเป็น 25% และเพิ่มเป็น 30% ภายใน 7 ปีตามเป้าเดิม ซึ่งแบรนด์หลักที่จะเป็นการรุกตลาดต่างประเทศเป็นหัวหอกคือ แบรนด์ดีนี่ เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับเด็ก เป้าหมายหลักอยู่ที่ซีแอลเอ็มวี จะต้องการขยายเข้าสู่ตลาดมิดเดิลอีสต์ จีน และอเมริกาด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2560 จะมียอดขายรวมทั้งบริษัทฯ ทุกแบรนด์ประมาณ 5,300 ล้านบาท เติบโตจากปี 2559 ประมาณ 9% โดยแบ่งสัดส่วนเป็นสินค้าของใช้ส่วนตัวหรือเพอร์ซันนัลแคร์ 40% และผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนหรือเฮาส์โฮลด์ ประมาณ 60% โดยมีสินค้าหลักคือ แบรนด์ไฟน์ไลน์ สัดส่วนมากกว่า 20% แบรนด์ดีนี่สัดส่วนรายได้มากกว่า 20% ที่หลืออื่นๆ ซึ่งบริษัทฯ มีสินค้าหลายแบรนด์ คือ แบรนด์ไฟน์ไลน์, ดีนี่, บีไนซ์, ทรอส, เอเวอร์เซ้นส์, วีไวต์, สมาร์ท และโทมิ
ล่าสุด บริษัทรุกตลาดสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เด็ก “ดีนี่” (D-nee) ครั้งใหญ่ โดยสินค้าแบรนด์ดีนี่สามารถสร้างอัตราเติบโตสูงมากติดต่อกัน 5 ปี และเป็นแบรนด์ที่มียอดขายเติบโตในอัตราสูงที่สุดในตลาด โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าเด็กดีนี่ขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาด ยึดครองส่วนแบ่งการตลาด 45% และมีอัตราเติบโต 19% ขณะที่ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าสำหรับเด็กที่มีมูลค่าราว 1,000 ล้านบาท มีอัตราเติบโตเพียง 3.5% และหากเทียบกับตลาดรวมสินค้าเด็กที่มีมูลค่ากว่า 5,800 ล้านบาท ติดลบที่ -1.1% แต่แบรนด์ “ดีนี่” สามารถเติบโตมากกว่าตลาดรวม อยู่ที่ 7.7%
ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเครื่องจักรและเร่งขยายไลน์การผลิตสินค้าของกลุ่มดีนี่เพิ่มขึ้นอีก 50% ในโรงงานแห่งใหม่ย่านลำลูกกา คลอง 13 ซึ่งใช้งบลงทุนก่อสร้างกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมทุ่มงบการตลาดราว 350 ล้านบาท เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างครบวงจร โดยเน้นการทำการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ มีความตื่นเต้น รวมทั้งเพิ่มการทำการตลาดช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น และขยายช่องทางการทำตลาดในต่างประเทศด้วย โดยบริษัทมั่นใจว่า ในสิ้นปีนี้แบรนด์ดีนี่จะสามารถปิดยอดขายรวมทุกสินค้าได้ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโต 20% โดย 2 ไตรมาสที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเกินเป้าขณะที่ปี 2561 ตั้งเป้ายอดขายรวมของแบรนด์ดีนี่เพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท อัตราเติบโต 33%