อุตฯ น้ำตาล เชื่อเก็บภาษีค่าความหวานกระทบปริมาณการใช้น้ำ ตาลในสินค้าเครื่องดื่มเล็กน้อย

วันศุกร์ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2560

อุตฯ น้ำตาล เชื่อเก็บภาษีค่าความหวานกระทบปริมาณการใช้น้ำ ตาลในสินค้าเครื่องดื่มเล็กน้อย


อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ประเมินการจัดเก็บภาษีค่ าความหวานมีผลบังคับใช้ 16 ก.ย. เชื่อส่งผลกระทบต่อภาพรวมปริ มาณความต้องการใช้ในภาคอุ ตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่มากนัก ระบุภาครัฐควรเร่งให้ความรู้ด้ านการบริโภคน้ำตาลที่พอดีต่อร่ างกายควบคู่กับการออกกำลังกาย จะช่วยแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่า    

     นายสิริวุทธิ์  เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพั นธ์และสันทนาการ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC เปิดเผยว่า หลังจากที่หน่วยงานภาครัฐจะเริ่ มบังคับใช้กฎหมายจัดเก็บภาษีค่ าความหวานของเครื่องดื่มตั้งแต่ วันที่ 16 กันยายน 2560 นี้ หากเครื่องดื่มที่มีค่ าความหวานหรือน้ำตาลเกินกว่าที่ กฎหมายกำหนดจะต้องเสียภาษีเพิ่ มขึ้นจากปัจจุบันที่เสียภาษี สรรพสามิต 20% จากมูลค่า โดยโครงสร้างการจัดเก็บค่ าความหวานนั้น จะแบ่งออกเป็น 6 ระดับ ได้แก่ ค่าความหวาน 0-6 กรัมต่อ 100 มล.ไม่ต้องเสียภาษี ค่าความหวาน 6-8 กรัมต่อ 100 มล. เสียภาษี 10 สตางค์ต่อลิตร ค่าความหวาน 8-10 กรัมต่อ 100 มล. เสียภาษี 30 สตางค์ต่อลิตร ค่าความหวาน 10-14 กรัมต่อ 100 มล.เสียภาษี 50 สตางค์ต่อลิตร ค่าความหวาน 14-18 กรัมต่อ 100 มล. เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร และค่าความหวาน 18 กรัมต่อ 100 มล.ขึ้นไป เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร โดยให้เวลาภาคเอกชนในอุ ตสาหกรรมเครื่องดื่มปรับตัวเป็ นระยะเวลา 2 ปี ก่อนจะเริ่มเก็บจริงในวันที่ 1 ต.ค.2562

   ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ประเมินว่าจากการจัดเก็บภาษีค่ าความหวานดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อปริมาณความต้ องการใช้น้ำตาลทรายในภาคการผลิ ตของกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ มไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายมี ความกังวลว่า การจัดเก็บภาษีค่าความหวานในกลุ่ มเครื่องดื่มในครั้งนี้ อาจส่งผลต่อความเข้าใจในการบริ โภคที่คลาดเคลื่อน โดยกังวลว่าการบริโภคเครื่องดื่ มที่มีส่วนประกอบของน้ำ ตาลทรายจะเป็นพิษต่อร่ างกายและเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิ ดโรคต่างๆ ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคน้ำ ตาลทรายลดลง ซึ่งอาจทำให้การบริโภคอาหารไม่ สมดุลกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากในแต่ละวันร่างกายก็มี ความต้องการสารอาหารเพื่อเปลี่ ยนเป็นพลังงานที่ใช้ในดำเนินกิ จกรรมในแต่ละวันเช่นกัน

      ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ เอกชนปรับตัว 2 ปี ก่อนดำเนินการจัดเก็บภาษีจริงนั้ น ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งสื่ อสารสร้างความเข้าใจในการบริ โภคน้ำตาลที่เหมาะสมต่อร่ างกายของแต่ละคน เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้บริ โภคได้ตัดสินใจในการเลือกบริ โภคน้ำตาลที่เพียงพอต่อร่างกาย ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ออกกำลั งกาย ซึ่งจะได้ผลที่ดีและสร้างความยั่ งยืนในการแก้ไขปัญหาด้านสุ ขภาพของผู้บริโภคได้ดีกว่า ซึ่งล่าสุด กลุ่มอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำ ตาลทราย อยู่ระหว่างการจัดทำโครงการ ‘หวานพอดี ชีวีมีสุข’ เพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจเกี่ ยวกับการบริโภคน้ำตาลทรายที่ สมดุล และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนิ นโครงการได้ในเร็วๆ นี้

     “เรายืนยันในจุดยืนว่า น้ำตาลเป็นสารอาหารที่ให้พลั งงานซึ่งมีความจำเป็นต่อร่ างกายหากบริโภคอย่างสมดุล ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่ างสม่ำเสมอ ดังนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำ ตาลทรายเสนอแนะให้หน่วยงานภาครั ฐควรเพิ่มความเข้มข้นในการสื่ อสารให้ความรู้ด้านการบริโภคน้ำ ตาล นับตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงการจั ดเก็บภาษีตามค่าความหวานในปี 2562 เพื่อให้ข้อมูลและความเข้าใจที่ ถูกต้องแก่ผู้บริโภค เพราะหากไม่เร่งดำเนินการในช่ วงนี้เชื่อว่าในระยะยาวแล้ว จะส่งผลให้มาตรการเก็บภาษีดั งกล่าวอาจไม่บรรลุผลตามวัตถุ ประสงค์ โดยไม่สามารถลดการบริโภคน้ำ ตาลได้ และปริมาณการบริโภคจะยังเพิ่มขึ้ นเช่นเดิม” นายสิริวุทธิ์ กล่าว



บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ติดต่อสอบถาม ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ