หน้าแรก > ธุรกิจประกัน > ข่าวประกัน     
[ ฉบับที่ 763 ประจำวันที่ 31-1-2007 ถึง 2-2-2007 ]

ประกันสังคม : สวัสดิการ : ผู้ประกันตน

 

ระบบประกันสังคมในประเทศไทย ถูกผลักดันขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองและเป็นสวัสดิการในการดูแลคนงาน ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมตระหนักถึงบทบาทที่มีต่อองค์กรและผู้ประกันตน มุ่งเดินหน้าทำงานรองรับการให้บริการเพื่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งผู้ให้-ผู้รับบริการ

‘จะทำอย่างไรให้สมาชิกกองทุนประกันสังคมกว่า 8.9 ล้านคนทั่วประเทศ ได้รับสวัสดิการที่ดี’

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งว่า ภารกิจสำคัญของ สปส.คือดูแลลูกจ้างผู้ประกันตนกว่า 8 ล้านคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และหากไม่สามารถดำเนินการให้ได้ตามความต้องการของลูกจ้าง นายจ้าง ผู้ประกันตน ให้ชี้แจงเหตุผลหรือหลักเกณฑ์ให้ทราบโดยชัดเจนเพื่อที่จะสร้างความพึงพอใจและความสุขใจแก่ผู้ที่มารับบริการ

และตั้งแต่ 1 มกราคม 2550 สปส.ได้ปรับรูปแบบการจ่ายสิทธิประโยชน์ใหม่ใน 3 กรณี คือ คลอดบุตร ทันตกรรม ผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV และผู้ประกันตนที่เป็นโรคเอดส์

กรณีคลอดบุตร สปส.ปรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าคลอดบุตรใหม่คือ เหมาจ่ายให้แก่ผู้ประกันตนโดยตรง ในอัตรา 12,000 บาท ต่อการคลอด 1 ครั้ง ซึ่งอัตรานี้ครอบคลุมถึงค่าตรวจและรับฝากครรภ์ ค่าบำบัดทางการแพทย์ ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ ค่าทำคลอด ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ค่าบริบาลและ ค่ารักษาพยาบาลทารกแรกเกิด ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย และค่าบริการอื่น ๆ ซึ่งผู้ประกันตน ไปขอรับบริการคลอดบุตรที่โรงพยาบาลใดก็ได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือนก่อนวันคลอด ใช้สิทธิได้คนละไม่เกิน 2 ครั้ง แต่หากสามี ภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ให้ใช้สิทธิในการเบิกค่าคลอดรวมกันไม่เกิน 4 ครั้ง ในรายของผู้ประกันตนหญิงจะได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรอีกในอัตรา 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน

สำหรับหลักฐานที่นำมายื่นเรื่องขอเบิกเงินกรณีคลอดบุตร คือ แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส.2-01) สำเนาสูติบัตรของบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย) สำเนาทะเบียนสมรส (หากไม่มีทะเบียนสมรสให้แนบหนังสือรับรองของผู้ประกันตนกรณีไม่มีทะเบียนสมรส) และสำเนาสมุดบัญชีธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชี มี 8 ธนาคารที่ให้บริการ คือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยนำไปยื่นได้ที่ สปส.เขตพื้นที่/จังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับการจ่ายค่าบริการทันตกรรม ที่สปส.ปรับใหม่ในปี 2550 คือกรณีถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน ผู้ประกันตนได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 250 บาท/ครั้งและไม่เกิน 500 บาท/ปี ส่วนกรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ฐานอคริลิก ผู้ประกันตนได้รับค่าบริการฯ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 1,400 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ฐานอคริลิก

ที่มองว่า สปส.ปรับค่าบริการทันตกรรมเพิ่มในอัตราที่น้อยนิดนั้น เพราะทันตกรรมนั้นไม่ได้อยู่ในสิทธิประโยชน์ 7 กรณีที่สปส.ให้ความคุ้มครอง แต่เป็นของแถมในสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วยที่ สปส.มอบให้กับผู้ประกันตน เพราะเห็นว่าฟันเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพและเป็นความต้องการของผู้ประกันตนจริง อีกทั้งยังไม่มีประเทศไหนให้สิทธิกรณีทันตกรรม และอีกเหตุผลคือ อัตราใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นคำนวณแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของกองทุน

นับตั้งแต่นี้ผู้ประกันตนจะได้รับค่าบริการทำฟันเพิ่ม ทั้งยังเลือกโรงพยาบาลและรับบริการที่ใดก็ได้ แล้วนำหลักฐาน ได้แก่ แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีทันตกรรม (สปส.2-16) พร้อมใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงิน และสำเนาสมุดบัญชีธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชี มายื่นขอเบิกเงินในภายหลังที่ สปส.เขตพื้นที่/จังหวัดทั่วประเทศ การปรับใหม่ครั้งนี้สะดวกทั้งผู้ให้-ผู้รับบริการ

กรณีของผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV และผู้ประกันตนที่เป็นโรคเอดส์ นั้น สปส.ให้สิทธิผู้ประกันตนได้รับยาต้านไวรัสเอดส์สูตรพื้นฐาน สูตรทางเลือก และสูตรดื้อยา รวมทั้งการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยไม่ เสียค่าใช้จ่าย แต่ในรายของผู้ประกันตนที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามสูตรพื้นฐาน และสูตรทางเลือก และจะต้องได้รับยาสูตรดื้อยาจาก รพ.รามบัตรรับรองสิทธิฯ เดิมนั้น สปส.ได้จ่ายค่ายาให้รายละ 5,000 บาท /เดือน หากมีค่าใช้จ่ายเกินที่กำหนดผู้ประกันตนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง และตั้งแต่ 1 ม.ค.2550 เป็นต้นไป ผู้ประกันตนไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินในกรณีดื้อยาอีกต่อไป และสามารถเข้ารับการรักษาได้ที่รพ.ตามบัตรรับรองสิทธิฯ

เพราะ สปส.เป็นองค์กรที่ให้บริการและเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมาก ดังนั้น การทำงานไม่เน้นเฉพาะการปรับสิทธิประโยชน์เท่านั้น หากแต่ทิศทางการทำงานถูกกำหนดไว้ชัดเจน ในปี ’50 คือ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการที่รวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงาน ประทับใจผู้ใช้บริการ เพิ่มช่องทางการรับ-จ่ายเงินสมทบผ่านทางธนาคารและรับใบเสร็จได้ทันที รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุนอีกด้วย

‘สปส.ยังเดินหน้าพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนทุกคนอย่างเต็มที่ เราตระหนักเสมอว่าเงินกองทุนประกันสังคมกว่า 3 แสนล้านบาทเป็นเงินของผู้ใช้แรงงาน ขอให้มั่นใจได้ว่าจะบริหารและใช้เงินด้วยความซื่อสัตย์ ระมัดระวัง ดูแลกองทุนให้มีความมั่นคงและนำเงินกลับมาพัฒนาดูแลผู้ประกันตนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อะไรที่ยังไม่ดียังไม่พอใจ หรือมีเสียงบ่นบ้างเป็นธรรมดาก็พร้อมที่จะพัฒนาต้องใช้เวลาบ้าง’ นายสุรินทร์ กล่าวยืนยัน
………………………………………………………...
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม / www.sso.go.th