หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก     
[ ฉบับที่ 847 ประจำวันที่ 21-11-2007 ถึง 23-11-2007 ]

จัดระเบียบแท็กซี่ต้อนรับปีใหม่

 

> ‘ป้ายแดง’ต้องใช้เอ็นจีวีเท่านั้น

กระทรวงคมนาคมคุมเข้มรถแท็กซี่ใหม่ ระบุผู้ที่จะนำรถมาจดทะเบียนต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น NGV เท่านั้น มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 50 เป็นต้นไป ด้านผู้ประกอบการรถแท็กซี่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายแท็กซี่ต้องNGV เหตุภาครัฐยังไม่พร้อม ปั๊มก๊าซมีน้อย ใช้เวลาเติมนาน อีกทั้งหวั่นรัฐปล่อยราคาลอย ตัว ซ้ำรอย LPG ขณะที่ “ชัยรัตน์” ย้ำรถแท็กซี่หมดอายุ 12 ปีแล้ว ห้ามวิ่งเด็ดขาด บังคับให้คืนป้ายทะเบียน พร้อมถอด ป้ายบนหลังคาออกและเปลี่ยน สีรถ หากฝ่าฝืนปรับ 1,000 บาท

นายชัยรัตน์ สงวนซื่อ รองอธิบดีและโฆษกกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ประกาศใช้กฎกระทรวงเกี่ยวกับ รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดย สารไม่เกิน 7 คน(แท็กซี่) พ.ศ. 2550 โดยกำหนดให้รถยนต์ที่จะนำมาจดทะเบียนเป็นรถแท็กซี่ ในเขตกรุงเทพมหานคร จะต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัด (NGV ) หรือใช้ก๊าซธรรมชาติอัดร่วมกับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเจ้าของรถหรือผู้ประกอบการจะต้องนำรถไปติดตั้งอุปกรณ์สำหรับใช้ก๊าซธรรมชาติอัดเป็นเชื้อเพลิง ให้เรียบร้อยก่อนจึงจะสามารถนำมาจดทะเบียนเป็นรถยนต์รับจ้างแท็กซี่ได้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2550 นี้ เป็นต้นไป

นอกจากนี้ในกฎกระทรวงดังกล่าว ยังได้บัญญัติให้รถยนต์รับจ้างแท็กซี่ที่หมดอายุการใช้งาน คือ อายุการใช้งานเกิน 12 ปี จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงสีของรถให้แตกต่างจากสีของรถแท็กซี่เดิม และนำป้ายเครื่องหมาย รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ของรถแท็กซี่ออกทั้งหมด นอกจากนั้นจะต้องส่งคืนแผ่นป้ายทะเบียนรถ พร้อมนำสมุดคู่มือจดทะเบียนรถมาบันทึกการระงับทะเบียนรถภายใน 30 วัน นับจากวันหมดอายุการใช้งานมาคืนที่กรมการชนส่งทางบกด้วย

ทั้งนี้ปัจจุบันพบว่ามีรถแท็กซี่ที่วิ่งให้บริการผู้โดยสารบนท้องถนนจำนวนมากที่มีอายุการใช้งานเกินกว่าปีตามที่กฎหมายระบุไว้ แต่รถเหล่านี้ยังคง ฝ่าฝืนนำรถวิ่งรับส่งผู้โดยสาร ซึ่งกรมการขนส่งทางบกเกรงว่าหากปล่อยปละละเลยต่อไปรถเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีประกันถูกต้อง ซึ่งจะมีผลต่อการคุ้มครองผู้โดยสาร ท้ายที่สุดจะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้บริหาร ดังนั้น กรมฯ จึงได้นำมาตรการในการเร่งปราบปรามรถแท็กซี่เหล่านี้ออกมาใช้อย่างเฉียบขาด โดยได้มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในการร่วมกวดขันจับกุมแท็กซี่ที่ยังกระทำผิด รวมทั้งขอเตือนผู้ประกอบการเจ้าของรถที่มีอายุการใช้งานครบแล้วหากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และจะไม่มีการผ่อนปรนในการลงโทษแต่อย่างใด โดยระเบียบที่ถูกต้องเมื่อรถแท็กซี่มีการใช้งานครบ 12 ปีจะต้องมีการถอดป้ายทะเบียน เพื่อคืนแก่กรมการขนส่งทางบก รวมทั้งถอดหลังคาครอบที่คำระบุว่าแท็กซี่ออก

จากตัวเลขกรมการขนส่งทางบกปัจจุบันพบว่ามีแท็กซี่ที่มาขอขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก รวมทั้งสิ้นกว่า 90,000 คัน และวิ่งรับส่งให้บริการผู้โดยสารตามท้องถนนประมาณ 80,000 คัน โดยในปี 2550 จะมีรถแท็กซี่ที่อายุครบ 12 ปีตามกฎหมายและต้องคืนป้ายทะเบียนกว่า 12,000 คัน โดยนอกจากการกวดขันจับกุมแล้วกรมการขนส่งทางบกยังขอความร่วมมือแก่ผู้ใช้บริการขอให้เลือกใช้งานรถแท็กซี่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ รวมทั้งสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับแท็กซี่ที่ผิดกฎหมายหรือแจ้งเมื่อมีการพบเห็นได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารสาธารณะ โทร.1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายชัยรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับเจ้าของรถแท็กซี่ หรือผู้ประกอบการประสงค์จะติดตั้งอุปกรณ์กั้นระหว่างผู้ขับรถกับผู้โดยสารภายในห้องโดยสารเพื่อความปลอดภัยก็ให้สามารถทำได้ โดยรูปแบบลักษณะของอุปกรณ์ และการติดตั้งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบกก่อน สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารภายในรถแท็กซี่ ได้มีการแก้ไขปรับปรุงในรายละเอียด โดยกำหนดให้เจ้าของรถหรือผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้เครื่องมือสื่อสารประเภทอื่นที่สะดวก รวดเร็ว และทันสมัย ตามที่กรมการขนส่งทางบก ให้ความเห็นชอบได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายรถรับจ้างและรถบริการ สำนักมาตรฐานงานทะเบียนและภาษีรถ กรมการขนส่งทางบก หมายเลขโทรศัพท์ 0 - 2272 - 5489 ในวันเวลาราชการ

ด้านนายญวญใจ ชาภิรมย์ คนขับรถแท็กซี่ กล่าวว่า ถ้ากรมการขนส่งทางบกจะบังคับให้รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่หันมาใช้ก๊าซธรรมชาติ NGV ทางรัฐบาลต้องให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้ขับรถแท็กซี่ด้วย เนื่องจากยังมีปัญหาหลายๆอย่างที่ผู้ขับแท็กซี่ยังประสบอยู่ ได้แก่ 1.การเติมก๊าซ NGV ยังใช้เวลาในการเติมนาน 2.สถานีให้บริการยังน้อยมาก 3.ถังความจุวิ่งได้ระยะกิโลเมตรยังน้อยกว่าก๊าซเชื้อเพลิง LPG และ4.ถังก๊าซธรรมชาติ NGV มีปริมาณน้ำหนักมากกว่า ถังก๊าซเชื้อเพลิง LPG เกือบครึ่ง

“ผมยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับมาตรการบังคับใช้ครั้งนี้ เนื่องจากคนขับแท็กซี่ยังประสบปัญหากับการใช้ก๊าซธรรมชาติ NGV อยู่ ไม่ว่าจะเป็น สถานีให้บริการยังน้อยมาก และใช้เวลาในการเติมนาน ถ้าทางกรมการขนส่งทางบกจะบังคับใช้ก็ควรมองตรงจุดนี้ด้วย และถ้าปรับรถแท็กซี่มาใช้ก๊าซธรรมชาติ NGV หมดทางรัฐบาลจะสามารถตรึงราคาให้ได้นานแค่ไหน หรือว่าถ้าแท็กซี่ปรับมาใช้ก๊าซธรรมชาติ NGV กันหมดแล้วทางรัฐบาลก็ปล่อยให้ราคาลอยตัว” นายญวญใจ กล่าว

ทั้งนี้ อยากให้กรมการขนส่งทางบกปราบปามกลุ่มแท็กซี่ป้ายดำให้ด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมาก เช่น ถ้าคนขับแท็กซี่วิ่งไปส่งผู้โดยสารในถิ่นของกลุ่มแท็กซี่ป้านดำเหล่านั้นแล้ว จะไม่สามารถรับผู้โดยสารออกมาได้ ถ้ามีผู้โดยสารเรียกแล้วจอดในบริเวณดังกล่าว กลุ่มแท็กซี่ป้ายดำจะเดินมาบอกว่าไม่สามารถรับผู้โดยสารออกไปได้ เนื่องจากจุดนี้มีวินแท็กซี่ ซึ่งทำให้คนขับแท็กซี่ไม่มีความอิสระในการรับผู้โดยสาร และผู้โดยสารก็จะไม่ได้รับความสะดวก รวมทั้งปัจจุบันรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนถูกกฎหมายมีจำนวนกว่า 1.5 แสนคัน แบ่งเป็นอยู่ในโรงซ่อมจำนวน 30,000 คัน และวิ่งใช้จริงประมาณ 80,000 คัน ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อย ข้อมูลดังกล่าวยังไม่รวมรถแท็กซี่ป้ายดำอีกจำนวนมหาศาล จึงอยากขอวอนให้กรมการขนส่งทางบกเร่งดำเนินการจัดการกลุ่มอิทธิพลแท็กซี่ป้ายดำด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากบรรดาผู้ขับขี่รถแท็กซี่รับจ้างที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี ว่า ได้รับความเดือดร้อนมากในช่วง 2-3 วันมานี้ เนื่องจากก๊าซเอ็นจีวีขาดตลาด โดยผู้ขับขี่พยายามตระเวนเติมก๊าซเอ็นจีวีในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านฝั่งธนบุรีหลายแห่ง แต่หลายปั๊มแจ้งว่าก๊าซเอ็นจีวีหมด อาทิ ปั๊มน้ำมัน SUSCO ริมถนนราชพฤกษ์, ปั๊มปตท.ริมถนนราชพฤกษ์, ปั๊ม ปตท.ในซอยพณิชยการธนบุรี (ซอยจรัญสนิทวงศ์ 13), ปั๊ม ปตท.ถนนกาญจนาภิเษกทางจะไปเดอะมอลล์ บางแค, ปั๊ม ปตท.ริมถนนกาญจนาภิเษกฝั่งที่จะเลี้ยวเข้าถนนบรมราชชนนี และปั๊ม ปตท.ริมถนนบรมราชชนนีใกล้แยกเลี้ยวไปพุทธมณฑลสาย 4 ทำให้รถแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีต่างต้องหยุดรับผู้โดยสาร ไม่สามารถหากินได้ เพราะถ้าเติมน้ำมันเบนซิน 91 หรือ 95 ก็ไม่คุ้มกับค่าโดยสารที่จะได้รับ ทำให้เดือดร้อนอย่างมาก

ขณะที่แหล่งข่าวจากคนขับแท็กซี่คนหนึ่ง กล่าวว่า การที่กรมการขนส่งทางบกมีมาตรการบังคับใช้ก๊าซธรรมชาติ NGV โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะได้ช่วยชาติประหยัดพลังงานแล้ว ยังมีความปลอยภัยกว่าก๊าซเชื้อเพลิง LPG ด้วย โดยปัจจุบันตนขับรถที่ใช้ระบบก๊าซเชื้อเพลิง LPG และขับทุกวันซึ่งรู้สึกได้ว่าร่างกายแย่ลงเนื่องจากสูดดมก๊าซเข้าไปในร่างกายทุกวัน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตตนจะปรับเปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติ NGV เช่นกัน เพราะขณะนี้ได้เห็นข่าวว่ารัฐบาลจะปล่อยลอยตัวก๊าซเชื้อเพลิง LPG ก็จะทำให้รายได้ลดลง คนขับแท็กซี่ที่ใช้ระบบก๊าซเชื้อเพลิง LPG ก็จะเกิดผลกระทบมากแน่นอน