หน้าแรก > ข่าวปก > lead     
[ ฉบับที่ 816 ประจำวันที่ 4-8-2007 ถึง 7-8-2007 ]

ยูเนี่ยนฟุทแวร์เหนือเมฆอ้างพิษบาทหยุดกิจการ

 

นักวิเคราะห์กังขา UF ล้มบนฟูก ตั้งข้อสังเกตปิดกิจการ เซียนหุ้นมึน ตลท.ชมเปาะขอดีลีต ขณะที่ราคาซื้อคืนต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนประกาศปิดกิจการ 1 สัปดาห์ถึง 0.23 บาท เข้าทางปล่อยกระแสสร้างราคาก่อนจาก สุดแค้นติดใจหุ้นปันผลดีไว้ใจผู้บริหาร ชื่อดัง “อำนวยพนัส” มือเศรษฐกิจระดับประเทศ แถม “อานันท์” ถือหุ้นด้วย ส่งข้อมูลผ่านเน็ตตอกย้ำข้อสังเกต แค่ย้ายการลงทุนไปจีน-เวียดนาม พบบริษัทแม่ SUC ลงทุน อีกกว่า 50 บริษัท มีบริษัทรองเท้ารวมอยู่ด้วย วงการอุตฯ รองเท้าแกว่งหวั่นโรคเจ๊งลุกลาม “โฆสิต” เร่งนำเรื่องเข้าโต๊ะประชุมเศรษฐกิจถกปัญหา “ณรงค์ชัย” ย้ำบาทผันผวนต่อ ผู้ประกอบการผวาจองคิวเจ๊ง

หลังการออกมาประกาศยุติการดำเนินการ โดยนายทรงศักดิ์ ธรรมภิมุขวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเนี่ยนฟุทแวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UF ซึ่งมีมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 7/2550 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2550 ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทดำเนินการขอเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากบริษัทจะหยุดดำเนินธุรกิจรองเท้า

> 5 ปมเหตุอวสาน UF

ทั้งนี้คณะผู้บริหารได้ให้เหตุผลของการยุติการดำเนินการไว้ 5 ประเด็นหลักๆ โดยระบุถึง ปัญหาขาดทุนติดต่อกันมาเกินกว่า 3 ปี เนื่องจากอุตสาหกรรมรองเท้ามีการแข่งขันสูงจากต่างประเทศ และตลาดเป็นของผู้ซื้อน้อยราย ทำให้มีโอกาสน้อยในการเจรจาต่อรองเงื่อนไขและราคาขาย แม้ได้พัฒนาทั้งระบบบริหารและขบวนการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง

และอุตสาหกรรมรองเท้าเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจํานวนมาก จนประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทำให้ส่งผลต่อการผลิตอย่างรุนแรง และส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าไม่ตรงตามกำหนด ทําให้บริษัทต้องรับภาระค่าขนส่งทางอากาศที่เป็นค่าใช้จ่ายสูงอยู่ตลอดเวลา เสียเปรียบ คู่แข่งอย่างจีนและเวียดนามที่มีแรงงานจำนวนมาก และมีอัตราค่าจ้างต่ำกว่าไทยทำให้ไม่สามารถแข่งขันในธุรกิจนี้ได้

รวมทั้งประเด็นต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภคและพลังงาน อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตลอดเวลา รวมทั้งค่าวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย หลังจากบริษัทจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ขบวนการผลิต และการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการของคู่ค้าที่มีการปรับเปลี่ยนความต้องการตลอดเวลา ทำให้ต้นทุนสูงและไม่อาจผลักภาระให้คู่ค้าได้ทั้งหมด

และประเด็นสุดท้าย บริษัททำธุรกิจซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นส่วนใหญ่ หลังจากเกิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน และค่าเงินบาทมี แนวโน้มว่าจะแข็งค่าในระดับนี้ต่อไปในระยะยาว ส่งผลต่อการแข่งขันและปัญหาด้านราคามาก

> ออกตัวชิงถอนหุ้นจากกระดาน

นายทรงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น และเห็นว่าธุรกิจนี้มีความเสี่ยงสูง มีโอกาสที่จะขาดทุนต่อไป นับเป็นธุรกิจที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน บริษัทจึงตัดสินใจเลิกการผลิต เพื่อมิให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ โดยบริษัทจะดำเนินการผลิตสินค้าเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าตามคำสั่งซื้อที่มีอยู่ภายในปี 2550 จนครบถ้วน หลังจากนั้นก็จะหยุดดำเนินกิจการรองเท้า และยังไม่มีนโยบายที่จะดำเนินธุรกิจอื่นใดอีก ทั้งนี้ บริษัทจะทยอยหยุดดำเนินการผลิตและจะรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างแรงงาน และเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด”

พร้อมกันนี้ บริษัทจะดำเนินการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยสมัครใจ และให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป โดยกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 ในวันที่ 4 กันยายน 2550 และกำหนดวันปิดสมุดเบียนพักการโอนหุ้น เพื่อสิทธิในการเข้าร่วมประชุมดังกล่าวตั้งแต่วัน 15 สิงหาคมเป็นต้นไป” นายทรงศักดิ์ กล่าว

> ขอเงินกู้บริษัทแม่หนุน 180 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัทได้แต่งตั้งบริษัท เอสเซท โปร แมนเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาการเงินในการเสนอซื้อหุ้นครั้งนี้ รวมทั้งแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระของผู้ถือหุ้น เพื่อเสนอแนะความเห็นเกี่ยวกับการขอเพิกถอนหุ้นและข้อเสนอของผู้เสนอซื้อหุ้นครั้งนี้

นายทรงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทได้ขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก SUC ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพิ่มอีก 180 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนก่อนหยุดดำเนินธุรกิจ โดยคาดว่าจะชำระคืนภายใน 1 ปี คำนวณดอกเบี้ยอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ย MLR ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

> บ.แม่ไขว้หุ้นก่อนปิด UF

“สยามธุรกิจ” ติดตามถึงเหตุผลที่ผู้บริหาร UF ได้ให้ไว้ พร้อมสืบค้นถึงที่มาที่แท้จริงในการยุติกิจการครั้งนี้ UF พบข้อสังเกตบางประการที่มีระบุถึงย้ายฐานเงินในรูปแบบของการไว้หุ้นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ที่ส่วนหนึ่งไขว้อยู่ในบรรดาบริษัทในเครือ ทั้งในส่วนของ SUC ที่เป็นบริษัทแม่ โดยคณะกรรมการ SUC ได้มีการประชุมคณะกรรมการ บริษัท ครั้งที่ 5/2550 ประชุมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 เปิดเผยโดยนางสาวศรีวารินทร์ จิระพรรคคณา กรรมการผู้อำนวยการ มีสาระสำคัญที่ควรแจ้งเพื่อทราบดังนี้ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้ขายหุ้น ซึ่งเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันสำหรับบริษัท SUC ดังนี้ 1. ขายหุ้นในบริษัท ยูเนี่ยนบริหารธุรกิจ จำกัด (UBM) ที่ถืออยู่จำนวน 29.40% จำนวน 1,470,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 130.46 บาท ให้กับบริษัท ยูเนี่ยนแคปปิทอล จำกัด (UCI) เป็นเงินค่าขายหุ้น 191,776,200 บาท 2.ขายหุ้นในบริษัท ยูเนี่ยนแคป ปิทอล จำกัด (UCI) ที่ถืออยู่จำนวน 29% จำนวน 725,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 248.45 บาท ให้กับบริษัท ยูเนี่ยนบริหารธุรกิจ จำกัด (UBM) เป็นเงินค่าขายหุ้น 180,126,250 บาท

UCI และ UBM มีลักษณะการประกอบธุรกิจประเภทลงทุน รวมจำนวนเงินค่าขายหุ้นทั้ง 2 บริษัท เป็นเงิน 371,902,450 บาท หรือ 2.76% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2550

วัตถุประสงค์ในการขายหุ้น เพื่อเป็นการปรับ โครงสร้างการถือหุ้นให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การถือหุ้นไขว้ (Cross Holding) โดยจะดำเนินการภายในเดือนพฤษภาคม 2550

ทั้งนี้ รายการข้างต้นนี้เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน โดยมีกรรมการบริษัท SUC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ดารกานนท์ จำกัด (DAR) และ DAR เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่แท้จริงของ UCI และ UBM : ซึ่งมีรายนามผู้เกี่ยวข้องกับการไขว้หุ้นในครั้งนี้คือ 1.นายดำหริ ดารกานนท์ 2.นางจงรักษ์ ดารกานนท์ 3.นางศุภางค์ ตั้งสุจริตพันธ์ 4.นายชุตินธร ดารกานนท์ 5.นายอักษรประสิทธิ์ ดารกานนท์ 6.นางจันทรตรี ดารกานนท์ 7.นายบวรรัตน์ ดารกานนท์ 8.นายวัชรพงษ์ ดารกานนท์

> ข้องใจปมเหตุหุ้น UF วิ่งขึ้นก่อนบทอวสาน

ทั้งนี้ หลังการประกาศยุติกิจการผลิตรองเท้า ของ UF หุ้นของบริษัทแม่อย่าง SUC ปรับตัวลดลงทันที 0.40 บาท ระดับราคาที่ 20.40 บาท คิดเป็นการปรับตัวลดลง 1.92% ส่วนหุ้นของ UF บนกระดานซื้อขายวันสุดท้ายคือวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เคลื่อนไหวที่ 3.18 บาท ปรับตัวลดลง -0.06 หรือ -1.85%

ข้อสังเกตที่ผิดปกติคือในวันที่18 กรกฎาคม ราคาหุ้นของ UF อยู่ที่ 3.52 บาท ปรับตัวในแดนบวก 0.20 บาท หรือ +6.02% ที่เป็นนิวไฮของเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จะมีการประกาศยุติการดำเนินการ

แรงบวกที่เกิดขึ้นนั้น ยังคงเป็นแรงซื้อที่มีเข้ามาต่อเนื่องทั้งๆ ที่แนวโน้มของบริษัทเองส่งสัญญาณเกี่ยวกับสภาพคล่องมาก่อนหน้านี้แล้วหลายไตรมาส โดยจากการสำรวจผลการดำเนินงานของ UF ย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2547-2549 พบว่า บริษัทประสบปัญหาขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยขาดทุนสุทธิ 11.04 ล้านบาท 47.68 ล้านบาท และ 155.66 ล้านบาทในปี 2549 ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2550 ยังขาดทุนสุทธิอีก 44.53 ล้านบาท

แต่ปรากฏแรงซื้อที่กลับเข้ามาก่อนจะประกาศยุติการดำเนินการ ซึ่งน่าสังเกตได้ว่า อาจ มีการปล่อยกระแสข่าวบางประการออกมาเกี่ยวกับ UF รวมถึงการเข้ามาจัดการสภาพคล่องของบริษัทแม่อย่าง SUC ที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย ณ วันที่ 18 กรกฎาคม อาจจะคาดการณ์ไปถึงจุดนั้น ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วทาง UF มีมติที่ประชุมมีมติให้บริษัทขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก SUC ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่วงเงินกู้ ครั้งนี้ จำนวนเงิน 180 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนก่อนหยุดดำเนินธุรกิจ โดย ประมาณการระยะเวลาการชําระคืนภายใน 1 ปี

> นักลงทุนชี้เกิดกระแสปั่นราคา เชื่อผู้บริหารมีเอี่ยว

ด้านแหล่งข่าวนักลงทุนรายหนึ่งที่ติดตามหุ้น UF มาตั้งแต่ช่วงประสบภาวะขาดทุนเปิดเผยกับ “สยามธุรกิจ” โดยระบุกระแสข่าวช่วงวันที่ 18 กรกฎาคม ที่หุ้น UF ปรับตัวขึ้นมายืนในแดนบวกถึง +6.02% ว่า “ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากกระแสข่าวการเข้ามาอุ้มกิจการโดยบริษัทแม่ที่นักลงทุนมองว่ายังมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และผู้บริหารที่ยังมีรายชื่อของบุคคลที่น่าเชื่อถืออยู่ใน UF และบริษัทแม่ SUC เป็นจำนวนมาก ทำให้ในวันที่ 18 กรกฎาคม ยังเกิด แรงซื้อเข้ามาทั้งๆ ที่ สภาวะขาดทุนของบริษัทส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้แล้วหลายเดือน

เหตุผลประการสำคัญคือในรายชื่อของผู้บริหาร UF ที่มี ดร.อำนวย วีรวรรณ อดีตรองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในอดีต รวมถึง ดร.พนัส สิมะเสถียร ประธานกรรมการบริหาร ที่เคยเป็นปลัดกระทรวงการคลัง และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ในขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นของ UF มีชื่อของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนในบริษัทแม่อย่าง SUC มีชื่อของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมถือหุ้น ซึ่งหากเกิดกระแสข่าวการเข้ามาอุ้มกิจการของ UF โดย SUC ย่อมไม่แปลกที่ราคาหุ้นบนกระดานจะวิ่งสวนทางกับสถานะทางการเงินที่สั่นคลอน เพราะความมั่นใจของนักลงทุน ยังคงเชื่อมั่นในผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น ใน SUC เป็นทุนเดิมิแหล่งข่าวกล่าว

> นักลงทุนโวยแกปนิวไฮ 18 ก.ค.

ห่างจากราคาซื้อคืนถึง 0.23 บาท

ทั้งนี้ แหล่งข่าวนักลงทุนรายเดิมยังเชื่อว่า กระแสการขยับราคาในช่วงวันที่ 18 กรกฎาคม ของ UF ก่อนที่จะมีการประการยุติการดำเนินการในวันที่ 1 สิงหาคมน่าจะมีสัญญาณมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะสิ่งที่ผู้บริหาร UF จะทราบก่อน แต่กลับปล่อยให้มีการเข้ามาซื้อหุ้นจนราคาขยับไปกว่า 6.02% ในช่วงวันที่ 18 กรกฎาคม จึงต้องตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้ผู้บริหาร UF น่าจะทราบเรื่องมาก่อนล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม การประกาศ พร้อมรับซื้อหุ้นคืนจากรายย่อยในราคา 3.29 บาทต่อหุ้น ซึ่งน้อยกว่าราคาปิดในวันที่ 1 สิงหาคม ที่ 3.52 บาท แกปส่วนนี้ห่างกันถึง 0.23 บาท ถ้าคำนวณหลังจากนิวไฮในครั้งนั้น ก่อนที่จะปิดกิจการจะเท่ากับ UF มีเงินอยู่ในมือเท่าไหร่ แหล่งข่าวกล่าว

> นักวิเคราะห์ข้องใจหุ้นแม่เจ๋งหุ้นลูกเจ๊ง

นายอดิศักดิ์ คำมูล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การหยุดกิจการและเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ของยูเนี่ยนฟุทแวร์ น่าจะเกิดจากสภาวะการแข่งขันรุนแรง ประกอบกับเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ต้องพึ่งพาการใช้แรงงานสูง ขณะที่ค่าแรงสูงขึ้นทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับคู่ค้าที่สำคัญในแถบภูมิภาคได้ เช่น ประเทศจีน เวียดนาม กัมพูชา และลาว ส่งผลให้แนวโน้มอุตสาหกรรมที่มีขนาดเล็กมีโอกาสที่จะปิดกิจการอีกหลายแห่งได้

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่งกล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ถึงหุ้น SUC และ UF ว่า “ภาพที่มอง UF ที่ว่าประสบปัญหาจากภาวะขาดทุนมองแล้ว ก็น่าจะมีความเป็นไปได้ ส่วนหนึ่งมาจากศักยภาพการแข่งขัน และเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจและปัญหาค่าเงินบาท แต่ประเด็นสำคัญที่มีการตั้งข้อสังเกตกันมาคือ เรื่องการปิดตัวของ CF ที่ส่งผลไปถึง SUC ที่เป็นบริษัทแม่ ที่ผ่านมา SUC เป็นหุ้นที่ถือว่ามียิวดี มีการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องทุกปี และนักลงทุนส่วนใหญ่มั่นใจในตัวผู้บริหารทั้งของ UF และของ SUC

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ UF ในวันนี้ จึงยังเป็นที่กังขาของนักลงทุนหลายราย ที่มองว่าศักยภาพของ SUC พร้อมที่จะลงไปแก้ไขปัญหาของ UF ได้แต่เหตุใดจึงปล่อยให้ UF ต้องดีลีตตัวเองออกจากตลาดฯ และประกาศรับซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่านิวไฮรอบเดือนกรกฎาคม” นักวิเคราะห์หลักทรัพย์กล่าว

> จี้ใจดำ SUC ปิด CF

ย้ายฐานไปจีน-เวียดนาม

นอกจากประเด็นการตั้งข้อสังเกตถึงการขยับราคาบนกระดานแล้ว “สยามธุรกิจ” ยังได้รับข้อมูลจากนักลงทุนถึงการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศของบริษัทแม่ของ UF อย่าง SUC ที่ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตต่อไปว่าการประกาศยุติกิจการของ UF ในครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงการเปลี่ยน ย้ายเม็ดเงิน เพื่อหันไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนและเวียดนาม ที่มีอัตราแรงงาน ถูกกว่าประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนของบริษัท

“สยามธุรกิจ” ได้รับข้อมูลการเข้าไปลงทุนของ SUC ในบริษัทต่างๆ จากนักลงทุนดังนี้ ข้อมูลการลงทุน บริษัท SAHA-UNION INTERNATIONAL (U.S.A.) INC. ประเภทธุรกิจ สาขา ต่างประเทศ ณ สกุลเงิน USD บริษัท SAHA-UNION INTERNATIONAL (GA) INC. ประเภทธุรกิจ สาขาต่างประเทศ สกุลเงิน USD บริษัท SAHA-UNION INTERNATIONAL (UK) LTD. ประเภทธุรกิจ สาขาต่างประเทศ สกุลเงิน GBP บริษัท SAHA-UNION INVESTMENT (CHINA) CO., LTD. ประเภทธุรกิจ สาขาต่างประเทศ สกุลเงิน USD บริษัท ยูเนี่ยนรับเบอร์โปรดักคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเภทธุรกิจ ผลิตยางแท่ง สกุลเงิน THB

บริษัท ยูเนียนเอ็นเนอร์ยี่ (ไชน่า) จำกัด ประเภทธุรกิจ NULL สกุลเงิน THB บริษัท ยูเนี่ยนการ์เมนท์ จำกัด ประเภทธุรกิจ ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปสกุลเงิน THB บริษัท สหยูเนี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ฮ่องกง) ประเภทธุรกิจ NULL สกุลเงิน THB บริษัท SAHA-UNION INTERNATIONAL LTD. (HONG KONG) ประเภทธุรกิจ สาขาต่างประเทศ สกุลเงิน HKD บริษัท สหยูเนี่ยนโฮลดิ้ง จำกัด ประเภทธุรกิจลงทุน สกุลเงิน THB บริษัท SAHA-UNION INTERNATIONAL TAIPEI LTD. ประเภทธุรกิจ สาขาต่างประเทศ สกุลเงิน NT$ บริษัท ธานินทร์ยูเนี่ยนอุตสาหกรรม จำกัด ประเภทธุรกิจ : ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า สกุลเงิน THB บริษัท ยูเนี่ยนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ประเภทธุรกิจ ลงทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงาน

สกุลเงิน THB บริษัท ยูเนี่ยนการพิมพ์ จำกัด ประเภทธุรกิจ บริการสิ่งตีพิมพ์ สกุลเงิน THB บริษัท : UNION EDUCATION INDEX LTD. ประเภทธุรกิจ : เพื่อจัดตั้งธุรกิจโรงเรียนรวมทั้งการรับบริหารงานโรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียน ท้องถิ่นในสาธารณรัฐประชาชนจีน สกุลเงิน USD บริษัท ยูเนี่ยนอี้เจ้ออุตสาหกรรม จำกัด ประเภทธุรกิจ ผลิตพื้นรองเท้า สกุลเงิน THB บริษัท วีนัสชูส์ จำกัด ประเภทธุรกิจ ผลิตรองเท้า สกุลเงิน THB บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด ประเภทธุรกิจ จำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ สกุลเงิน THB

บริษัท ยูเนี่ยนชูส์ จำกัด ประเภทธุรกิจ ผลิตรองเท้ากีฬา รองเท้าผ้าใบ สกุลเงิน THB บริษัท ยูนิมิเดีย จำกัด ประเภทธุรกิจลงทุน สกุลเงิน THB บริษัท ยูเนี่ยนโชจิรุชิ จำกัด ประเภทธุรกิจ ผลิตกระติกน้ำ สกุลเงิน THB บริษัท UNION EDUCATION MANAGEMENT ประเภทธุรกิจ เพื่อจัดตั้งธุรกิจโรงเรียนรวมทั้งการรับบริหารงานโรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนท้องถิ่นในสาธารณรัฐประชาชนจีน สกุลเงิน USD ฯลฯ

ซึ่งนอกเหนือจากที่กล่าวมา SUC ยังมีการเข้าไปลงทุนในอีกกว่า 32 บริษัท ที่มีการลงทุนในสกุลเงินบาท และจากการตั้งข้อสังเกตการย้ายฐานการลงทุนหลังจากการปิดกิจการของ UF ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทในเครือ SUC จึงมีความเป็นไปได้ว่า SUC อาจใช้ฐานการลงทุนจากบริษัท ยูเนี่ยนอี้เจ้ออุตสาหกรรม จำกัด ที่มีฐานการผลิตอยู่ประเทศจีน ทำการผลิตต่อจาก UF

> ตลท.ตีมึนชม UF มีความรับผิดชอบ

ขณะที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เองที่ได้รับแจ้งของออกจากตลาดฯ วันที่ 1 กรกฎาคม 2550 นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึง “กรณี UF ผู้ประกอบการรองเท้าขอเพิกถอนจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน หลังจากประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องว่า การเพิกถอนดังกล่าวบริษัท ได้มีการแจ้งข้อมูลให้นักลงทุนทั่วไปได้รับทราบ เพราะมีการตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นคืน (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) ซึ่งถือเป็นการกระทำที่แสดงความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นมีทางเลือกโดยสามารถเลือกขายหุ้นดังกล่าวในตลาดหรือจะรอขายเมื่อทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ ก็ได้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ถือหุ้น UF ประมาณ 400 กว่าราย

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ผู้ประกอบการธุรกิจ เกี่ยวกับสิ่งทอและรองเท้า เร่งปรับตัวในการดำเนิน ธุรกิจเพื่อรับมือผลกระทบจากบาทแข็ง ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็ได้ประเมินแต่ละภาคอุตสาหกรรม พบว่าได้รับผลกระทบต่างๆ กันไป

> ‘โฆสิต’ ชงเรื่อง UF เข้าที่ประชุมศก.เร่งล้อมคอก ‘โรคเจ๊ง’ หวั่นลุกลาม

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทยูเนี่ยนฟุตแวร์ ประกาศปิดกิจการในสิ้นปีนี้ ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นของบริษัทดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะปัญหาค่าบาท แต่มีหลายปัจจัยซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขาดแคลนแรงงานในบางสาขาของธุรกิจของบริษัท และปัญหาดังกล่าวยังเป็นปัญหาสำคัญในภาพรวมอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงแรงงานจะเข้าไปดูแลในเรื่องของการไกล่เกลี่ยแรงงานให้เหมาะสมของรายอุตสาหกรรมต่อไป

ส่วนกรณีที่บริษัทยูเนี่ยนฟุตแวร์ ปิดตัวลงอาจเป็นแบบอย่างให้หลายโรงงานปิดกิจการตามนั้น นายโฆสิต กล่าวว่า การประกาศปิดกิจการของแต่ละโรงงานของผู้ประกอบการ รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือยับยั้งได้ เพราะเป็นนโยบายของแต่ละบริษัท

โดยจะหยิบยกปัญหาดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรายสาขาในวันที่ 8 ส.ค. 2550 เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือและดูแลพนักงานต่อไป

ส่วนในเรื่องของการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ไขในอนาคต

> นายก ส.รองเท้ายอมรับรายใหญ่ย้ายฐาน

ด้านนายประโยชน์ เลิศวัฒนสิวลี นายกสมาคมรองเท้าไทย เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่าปัญหาการแข็งค่าของเงินบาททำให้เจ้าของแบรนด์เนมดังๆ อย่างอาดิดาส ไนกี้ ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่าเช่นประเทศ จีนหรือเวียดนาม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบกับบริษัทรับจ้างผลิตชาวไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่กระทบแค่แรงงานภายในโรงงานเท่านั้น แต่ยังพ่วงถึงผู้ประกอบการต่อเนื่องอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ขายวัตถุดิบ หรือโรงงาน ขนาดย่อมที่รับออเดอร์จากโรงงานขนาดใหญ่อีกทอด ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบมีแรงงานกระจายอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ทั้งหมดประมาณ 2 แสนคน

นายกสมาคมรองเท้ายังแสดงความเห็นว่าการที่เจ้าของแบรนด์เนมย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมื่อเทียบฝีมือแรงงานแล้วไทยไม่ได้เหนือกว่าประเทศคู่แข่งเช่นจีนหรือเวียดนามเลย เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้สนับสนุนงบประมาณสร้างบุคลากรด้านนี้ ขณะเดียวกันภาษีนำเข้าวัตถุดิบก็สูงมาก ส่วนการที่รัฐบาลรณรงค์ให้ผู้ประกอบการหันมาสร้างแบรนด์เนมของตัวเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น อย่างไร ก็ตาม ถ้ารัฐบาลยังสนับสนุนเรื่องการสร้างแบรนด์ จริงก็ต้องมีงบประมาณหรือโครงการมารองรับการพัฒนาตรงนี้ แต่ถ้าจะให้ผู้ประกอบการสร้างกันเองคงเป็นเรื่องยาก เพราะกว่า 90% ของ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้เป็น SMEs ซึ่งมีบุคลากรและงบประมาณที่ค่อนข้างจำกัด

> ส.อ.ท.เชื่อไม่กระทบอุตฯรวม

ขณะที่นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงบริษัท ยูเนี่ยนฟุทแวร์ จำกัด (มหาชน) ที่ประกาศจะปิดกิจการว่า ไม่กระทบต่ออุตสาหกรรม รองเท้า เพราะเป็นเพียงบริษัทเดียว และเท่าที่ทราบบริษัทดังกล่าวรับจ้างผลิตทั้งร้อยละ 100 มีคนงานประมาณพันคน ซึ่งเหตุผลของการปิดกิจการ คงไม่ใช่ผลกระทบจากค่าเงินบาท อาจเป็นไปได้ว่ากำไรลดลงหรือคู่ค้าย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม หากมีการจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างตามเกณฑ์ที่กำหนดก็ไม่มีปัญหา โดยเชื่อว่าแรงงานบริษัทนี้คงจะสามารถหางานทำได้ในโรงงานใกล้เคียง ส่วนกรณีเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นเรื่องปกติ เพราะแต่ละปีมีบริษัทเข้าจดทะเบียน ใน ตลท.จำนวนมาก แต่ปิดกิจการเพียงแห่งเดียวคงไม่มีผลกระทบมากมาย

> จับตารองเท้าสิ่งทออาศัยวิกฤติหนีซบเพื่อนบ้าน

แหล่งข่าวจากวงการกรมศุลกากรรายหนึ่ง เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่าก่อนหน้านี้มีผู้ประกอบการหลายรายปิดกิจการในเมืองไทยโดยไปดำเนินการที่ประเทศเวียดนามแทน โดยเปลี่ยนชื่อบริษัทแต่ผู้ถือหุ้นยังเป็นกลุ่มเดิม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำได้

“สาเหตุที่เราเข้าไปตรวจสอบจนพบกรณีดังกล่าวก็เนื่องจากว่าบริษัทที่ปิดกิจการนั้นไม่ได้มีสัญญาณมาก่อนหน้าว่ามีปัญหาทางธุรกิจ โดยธรรมชาติบริษัทที่มีปัญหาจะต้องลดอัตราการผลิต ลดโอที ลดเวลาการทำงาน เนื่องจากออเดอร์น้อยลง แต่บริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีสัญญาณดังกล่าว ลูกจ้างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปโดยไม่คิดว่าวันหนึ่งบริษัทจะปิดกิจการกะทันหัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทหลายแห่งที่ปิดกิจการเพราะมีปัญหาจริงๆ ก็มาก” แหล่งข่าวคนเดิม กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์จากคำพูดดังกล่าว เป็นไปได้ว่าอาจมีบริษัทสิ่งทอและรองเท้าปิดตัวตามมาอีกจำนวนมาก โดยอาศัยวิกฤติจากค่าเงินบาทและสถานการณ์ภายในประเทศเป็นข้ออ้าง แล้วไปเปิดดำเนินการในประเทศจีนและเวียดนามแทน ซึ่งนอกจากจะมีค่าแรงราคาถูกแล้วยังได้รับสิทธิพิเศษด้านต่างๆที่ทั้งสองประเทศทำกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งจากการตรวจสอบเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศในประเทศเวียดนาม หรือ FDI พบว่าปี 2549 เป็นปีแรกที่เม็ดเงินลงทุน FDI ในเวียดนามสูงกว่าไทย โดยมีเม็ดเงินลงทุนมากกว่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนในประเทศไทยมีเพียง 9 พันเหรียญสหรัฐ

> ณรงค์ชัยฯ คอนเฟิร์มเงินบาทผวนต่อ

ด้าน ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิม แบงก์ เปิดเผยในงานสัมมนา “อนาคตอุตสาหกรรมส่งออกไทย ทิศทางและขีดความสามารถในการแข่งขัน” ว่าใครจะพูดว่าอย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวมองว่าการส่งออกของไทยยังมีปัญหาอีกมาก โดยเฉพาะการต้องเผชิญกับความผันผวนของค่าเงิน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาดหรือเศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่อยู่ที่การจัดการระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศของเราเอง ต้องถามว่าทำไมเงินบาทของเราแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เลย ถ้าเรามีการลงทุนค่าเงินก็จะไม่แข็งขนาดนี้

“การบริหารเศรษฐกิจยุคใหม่ประกอบด้วยปัจจัยหลักๆ คือ 1.ต้องมองโลกให้เป็น ทุกวันนี้ระบบการค้าเปลี่ยนไปแล้ว โลกสังคมนิยมที่สมัยก่อนปิดตัวเองจากภายนอกวันนี้เข้ามาแข่งขันกันทั่วหน้า เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เข้าใจการแข่งขันในโลกยุคใหม่ก็แข่งกับเขาลำบาก 2.การเจรจาระหว่างประเทศมีมากมายหลายกรอบ ทั้งกรอบรวม กรอบย่อยมากมาย ถ้าเจรจาไม่เป็นโอกาสประสบความสำเร็จก็ยาก 3.เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดซึ่งมีการพยากรณ์มานานแล้ว มีการนำระบบไอซีทีเข้าไปประยุกต์กับกิจการเกือบทุกประเทศ ถ้าเราไม่ทันเกมก็แพ้ อย่างประเทศเกาหลีใต้ยิ่งใหญ่ได้ทุกวันนี้เพราะใช้ไอซีทีได้เก่งที่สุด 4.การบริหารค่าเงิน ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ในขณะที่ประเทศอื่นเขาสามารถบริหารค่าเงินให้คงที่แต่ของเรากลับผันผวน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข”

ดร.ณรงค์ชัยยังกล่าวต่อไปอีกว่า ปัญหาของรัฐบาลในยุคปัจจุบันคือขาดคนมีฝีมือมาร่วมทำงาน โดยเฉพาะราชการเก่งๆ หลายสิบคนที่ถูก คตส.สั่งแขวนเนื่องจากพัวพันกับคดีการประพฤติมิชอบในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย มาก ที่เรามีคนเก่งแต่ไม่นำมาใช้ ถ้าเรายังโทษว่าค่าเงินผันผวนเพราะเนื่องมาจากปัญหาเงินดอลล์อ่อนตัว ก็เตรียมทำใจไว้ได้เลยว่าโอกาสที่ค่าเงินจะไม่ผันผวนในช่วงครึ่งหลังเป็นไปไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจของอเมริกาจะยังติดลบต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลล์อ่อนลงอีก และนักลงทุนก็จะหอบเงินเข้ามาหาประโยชน์ในแถบอาเซียนแทน

“รัฐมนตรีควรจะตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีขึ้นมาอีกหลายคน รวมถึงการจัดตั้งผู้แทนการค้าไปเจรจากับประเทศทั่วโลก เอาคนอายุ 40-50 ปี โดยเฉพาะ คนที่ถูกตรวจสอบจาก คตส.ที่มีฝีมือหลายต่อหลายคน ซึ่งคนเหล่านี้จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเร่งการส่งออกให้ขยายตัวมากขึ้น ไม่เกิด ความเสียหายแก่เศรษฐกิจโดยรวม” ดร.ณรงค์ชัย กล่าว

> แกะรอยสหยูเนี่ยน

บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2515 มีกรรมการประกอบด้วย นายอานันท์ ปันยารชุน, นายดำหริ ดารกานนท์, นายสุเมธ ดารกานนท์ นายสมภพ อมาตยกุล นายพนัส สิมะเสถียร, นายอมร จันทรสมบูรณ์, นายคิซาโอะ ซูซูกิ, นายจามร สุทธิพงษ์ชัย, นางจงรักษ์ ดารกานนท์, นายกมล คูสุวรรณ, นาง ชลลดา ดารกานนท์, นางอารยา อรุณานนท์ชัย, นายสิงห์โต ตั้งสุจริตพันธ์, นางสาวศรีวารินทร์ จิระพรรคคณา, นางศุภางค์ ตั้งสุจริตพันธ์, นายชาติศิริ โสภณพนิช, นายชุตินธร ดารกานนท์, นายอักษรประสิทธิ์ ดารกานนท์, นายบวรรัตน์ ดารกานนท์, นายวัชรพงษ์ ดารกานนท์, ทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 2,500,000,000.00 ก่อนเพิ่มเป็น 3,000,000,000.00 ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2537 และจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดชื่อ บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) ทะเบียนเลขที่ บมจ.344 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2537 ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม ผลิตและจำหน่าย ตลอดจนทำการค้าผ้า ด้าย เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้าสำเร็จรูป