| หน้าแรก
> ต่างประเทศ >
ข่าวต่างประเทศ
|
|
[ ฉบับที่ 1320 ประจำวันที่ 25-7-2012 ถึง 27-7-2012 ] |
ภาวะ..fiscal cliff ส่อเค้าบีบสหรัฐฯใช้ QE3 สู้วิกฤติ
|
|
|
ประธานเฟดเตือน ปัญหาการคลัง หรือ Fiscal Cliff อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจให้ถดถอยในปีหน้า ส่งผลคนตกงานเพียบ เชื่อเพดานหนี้ต้องมีการขยับขึ้นอีกครั้งปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ยันพร้อมประกาศมาตรการ กระตุ้นรอบใหม่ หรือ คิวอี 3 หากจำเป็น ซีเอ็นบีซี เปิดรายชื่อ เจ้าหนี้ รายใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ
นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวในการแถลง นโยบายการเงินรอบครึ่งปีต่อคณะกรรมาธิการการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 17-18 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเผชิญภาวะถดถอย หากมาตรการปรับลดภาษีสิ้นสุดลงและมีการปรับลดงบประมาณรายจ่ายในต้นปีหน้าหรือที่เรียกว่าภาวะ fiscal cliff ซึ่งภาวการณ์ ดังกล่าวจะส่งผลให้การสร้างงานลดลงราว 1.25 ล้านตำแหน่งในปี 2556
อย่างไรก็ตาม เฟด ยังคงมีพันธสัญญาในการผ่อนคลายนโยบายต่อไปในอนาคต หากสถานการณ์บ่งชี้ถึงความ จำเป็น แม้ว่าไม่ได้ระบุชัดเจนถึงการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบใหม่ หรือ QE3 ก็ตาม
รัฐบาลมีแนวโน้มจะปรับขึ้นภาษีและลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลลงหลายระลอกในช่วงเดือนม.ค.ปีหน้า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายปัจจุบัน ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯจะต้องมีการปรับเพิ่มอีกครั้งในปลายปี 2555 หรือต้นปี 2556
ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญบางราย ซึ่งรวมถึงนายเบอร์นันเก้ มีความกังวลว่า ภาวะการขึ้นภาษีและรัดเข็มขัด หรือ fiscal cliff อาจจะบั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง เนื่องจาก ความรุนแรงระลอกใหม่ของวิกฤติหนี้ ยูโรโซนและความไม่แน่นอนทางการคลังของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 2 ประการต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ประธานเฟดกล่าวว่า เฟดเลือกใช้ "วิธีการที่ค่อยเป็นค่อยไป" ในการเสริมความแข็งแกร่งแก่งบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงผลกระทบ ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะใกล้ โดยแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่สภาคองเกรสจะสามารถช่วยหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้จะอยู่ที่การ จัดการกับความท้าทายทางการคลังของประเทศโดยวางแนวทางในการสร้างความ ยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว และแก้ปัญหาความเปราะบางของการฟื้นตัว
แม้เฟดยังไม่เลือกใช้คิวอีรอบ 3 หรืออาจเก็บกระสุนนัดสุดท้ายไว้ใช้ยามจำเป็น แต่สหรัฐฯ ไม่อาจเลี่ยงความจริงเกี่ยวกับหนี้มหาศาล ซึ่งสำนักข่าว "ซีเอ็นบีซี" ได้รายงานเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ 15 ราย ประกอบด้วย
กองทุนประกันสังคม (Social Security Trust Funds) เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุด ด้วยมูลค่าหนี้มากถึง 2.67 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า "จีน" เจ้าหนี้ต่างประเทศรายใหญ่สุดของสหรัฐฯ 2 เท่า
อันดับ 2 คือ ธนาคารกลางสหรัฐ เป็นเจ้าหนี้อยู่ราวๆ 1.65 ล้านล้านดอลลาร์ นับถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 โดยบัญชีงบดุลของเฟดเพิ่มขึ้นอย่างมากนับจากเกิดวิกฤติการเงิน เนื่อง จากเฟดพยายามกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจ ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ย ในระดบใกล้ศูนย์ และช่วยเติมสภาพคล่องในตลาดผ่านการซื้อหลักทรัพย์
อันดับ 3 "จีน" เป็นเจ้าหนี้อยู่ประมาณ 1.16 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็นต่างชาติรายใหญ่สุดที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐ ลดลงจากระดับสูงสุด 1.31 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2554
อันดับ 4 กลุ่มนักลงทุน ทั้งรายบุคคล วิสาหกิจที่รัฐสนับสนุน โบรกเกอร์ ดีลเลอร์ กองทุนมรดก พันธบัตรออมทรัพย์ บริษัท และธุรกิจรูปแบบอื่นๆ เป็นเจ้าหนี้สหรัฐฯ มากถึง 1.10 ล้านล้านดอลลาร์
และอันดับ 5 "ญี่ปุ่น" เป็นเจ้าหนี้ต่างชาติอีกราย ที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ 1.08 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนอันดับ 6 "กองทุนบำเหน็จบำนาญ" เป็นเจ้าหนี้ 9.03 แสนล้านดอลลาร์ อันดับ 7 "กองทุนรวม" เป็นเจ้าหนี้อยู่ 7.97 แสนล้านดอลลาร์ ตามด้วยอันดับ 8 "รัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น" เป็นเจ้าหนี้ 4.44 แสนล้านดอลลาร์ อันดับ 9 "กองทุนสุขภาพ" (Medicare Trust Funds) เป็นเจ้าหนี้ราวๆ 3.24 แสนล้านดอลลาร์ และอันดับ 10 "สถาบันเงินฝาก" เป็นเจ้าหนี้ประมาณ 2.86 แสนล้านดอลลาร์
ส่วนอันดับ 11-15 ได้แก่ "กลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน" ซึ่งลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯ อาทิ เอกวาดอร์ เวเนซูเอลา อินโดนีเซีย บาห์เรน อิหร่าน อิรัก คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอลจีเรีย กาบอง ลิเบีย และไนจีเรีย เป็นเจ้าหนี้ 2.54 แสนล้านดอลลาร์ ตามด้วย "กลุ่มบริษัทประกัน" เป็นเจ้าหนี้ 2.53 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ "บราซิล" เป็นต่างชาติอีกรายที่เป็นเจ้าหนี้ 2.37 แสนล้านดอลลาร์
|
|
|
|
|
| |
|