หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก     
[ ฉบับที่ 1319 ประจำวันที่ 21-7-2012  ถึง 24-7-2012 ]

จตุพร พรหมพันธุ์อนาคตบนเส้นด้าย ชีวิตไร้หลักประกัน

 

ทุกนาทีมีค่ากับจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพราะ ชีวิตของเขาแขวนบนเส้นด้าย สุ่มเสี่ยงถูกหมายหัวถึงขั้นให้ดับดิ้นมีข่าวลับประเภทข่าวปล่อยจากบางสายเคลื่อนไหว ระบุ “คำสั่งหมายหัวจตุพร” ด้วยท่วงทำนองและรหัสภาษานองเลือดกึ่งคาวบอยตะวันตกโบราณ

“ก่อนตาย จึงต้องตาย เพื่อลูกหลานไร้ตาย อยู่ได้ปลอดภัย” มันเป็นรหัสชีวิตที่มีคนหลายคนจาก “หนึ่งอำนาจ” ต้องการเอาชีวิตของจตุพร

จตุพรรับรู้ข่าวนี้ ได้ยินเสียงอันตรายถึงหู แต่เขาไม่เชื่อว่าเป็นความจริง เขาบอกหมู่มิตรที่เป็นห่วงและเตือน ให้ระวังตัวด้วยภาษานิ่มๆ ว่า “ไม่เคยคิดร้ายกับใคร ไม่เคยไปทำอันตรายใคร แล้วจะมีใครมาทำอันตรายถึงตายได้อย่างไร”

จตุพรยังเป็นจตุพร...ยังมีแต่ “มิตร” แม้ข่าวความตายมาถึงหู แต่เขายังยิ้มอย่างมี “มิตรภาพ” กับความตาย

จตุพรเมื่อมองพฤติกรรมภาย นอก เขาดูกร้าว แกร่ง มีดวงตาดุดันมุ่ง มั่น แต่จิตใจภายในราวกับมี “สาวงาม” ซุกอยู่ในร่างอันบึกบึน

จตุพรมีภายนอกกับจิตใจแตกต่าง กันคนละด้าน ภายในเป็นจิตใจแห่งสัมพันธ์ด้วยหมู่มิตร มีอารมณ์ “อ่อนไหว” เต็มไปด้วย “มิตรภาพ” ของมนุษย์ต่อมนุษย์ จิตใจภายในของเขาไม่ ได้ก้าวร้าวเหมือนกลุ่มการเมืองตรงข้าม กล่าวหา ยัดเหยียดให้

มนุษย์ย่อมเป็นคนเช่นนี้เสมอ มีเปลือกนอกห่อหุ้มและปกป้องแก่นแท้แห่ง “จิตใจ” คำพูดคนเฒ่าคนแก่กลั่นประสบการณ์ชีวิตสอนย้ำเตือนลูกหลาน เสมอว่า “ดูคน ต้องดูที่ใจ”

ใจคือแก่นแท้ ยั่งยืน เป็นรหัสชีวิต ที่สะท้อนถึง “ความเป็นคน” ส่วนพฤติกรรมภายนอก กลับเต็มไปด้วยการ “สร้างภาพ โปรโมตคุณค่า” หลอกหลอน อำพรางใจ

นักการเมืองไทย จากหลายฝ่ายและ แทบทุกสังกัด ล้วนมีภาพตัด แบบคู่ตรงข้ามระหว่าง “ภายนอกกับภายใน” เสมอ.. จตุพรเป็นคนหนึ่ง แน่ล่ะ..ถ้าอยากรู้ใจ ควรต้องใช้ใจเข้าสัมผัสการต่อสู้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเพื่อรับรู้อุณหภูมิของใจประชาธิปไตย

เมื่อเป็นนักสู้ นักประชาธิปไตย ใจแห่งคุณธรรมไม่ได้เกิดขึ้นบนการมองภาพ ภายนอก หรือเฝ้ารับรู้การต่อสู้ แต่ต้องพาใจไปสัมผัสจึงจะได้ความต้องการทางใจของประชาชนอย่างแท้จริง จตุพรเริ่มใช้ใจเข้าสัมผัสการต่อสู้ของประชาชนมาตั้งปี 2535 ในยุคต่อต้าน อำนาจนิยมทหาร และชีวิตของเขาทุ่มเท ให้กับการต่อสู้ทางการเมืองมาต่อเนื่อง เมื่อ ทหารเกิดอยากมีอำนาจ เข้าทำรัฐประหาร ในเดือนกันยายน 2549 แล้วปกครองด้วย ระบบอำนาจอุปถัมภ์นิยม จตุพรจึงลุกขึ้นมาสู้อีก

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา จตุพรสละความ สุขเล็กๆ มาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยกลุ่มย่อยๆ มีกลุ่มคนรัก “พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร” ไม่มากนักออกมาร่วมขบวน ให้การสนับสนุนแกนนำที่เรียกชื่อ “สามเกลอ” คือ จตุพร, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ วีระ มุสิกพงศ์ ขบวนการสามเกลอจากสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม “พีทีวี” เริ่มเดินหน้าเรียกร้องประชาธิปไตยประชาชนจากกลุ่มเล็กๆ จนพลังประชาชนทั่วประเทศให้การสนับสนุนแน่นหนา เป็นกลุ่มภาคประชาชนอันยิ่งใหญ่ เข้มแข็ง กระจายอยู่ทุกหมู่บ้านทั่วไทย

เมื่อจตุพรปลุกพลังประชาชนลุกขึ้น มาปกป้องประชาธิปไตยได้อย่างมีคุณภาพ ย่อมส่งผลสะเทือนต่อฝ่ายอำนาจนิยมอย่าง หลีกเลียงไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยเป็นด้าน “ตรงข้าม” ของฝ่ายอำนาจนิยม

เมื่อด้านหนึ่งแข็งแกร่ง ย่อมรุกกินพื้นที่สังคมของอีกด้านที่อ่อนแอให้ถอยร่นออกไปเรื่อยๆ

เมื่อพลังก้าวหน้ามีขบวนประชาธิปไตยเติบโตเข้มแข็ง พลังอำนาจนิยมจึง ต้องถูกเบียดขับไปสู่กลุ่มพลังล้าหลังทางสังคม เพื่อรอเวลาถูกลืมเลือน สูญหาย...

นี่คือ สัจธรรมสังคม ประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงแทบทุกประเทศล้วนมีเส้นทางก้าวเดินด้วย “ร่องรอยการเปลี่ยนแปลง” เช่นนี้เสมอเหมือนกัน ต้องระวัง...กลุ่มพลังอำนาจนิยมที่กำลังล้าหลัง มักเกิดแรงฮึดสู้เพื่อตอบโต้และปกป้องอำนาจเอาไว้ให้ได้ ดังนั้นระยะ เปลี่ยนผ่านบนสมรภูมิตอบโต้รุนแรงจึง “ไร้รูปแบบ ไม่คำนึงถึงวิธีแห่งคุณธรรม” เพราะเป้าหมายปักธง “ชนะ” เอาไว้ ส่วน “ความแพ้” ถูกปัดออกจากจิตใจอันเหี้ยมเกินคน

นั่นจึงไม่แปลกใจเลยกับอาการรุกอย่างไร้รูปแบบที่กระทำลงสู่ “จตุพร” ชนิดไม่มีกติกา แต่เอาแต่ใจของฝ่ายตนเป็นที่ตั้ง เพียงเพื่อต้องการ “ความได้เปรียบ” ในอำนาจสังคมเท่านั้น แต่เชื่อเถอะ...ไม่เคยปรากฏว่า กลุ่ม อำนาจนิยมล้าหลังกลุ่มใดในประเทศไหนที่เอาชนะพลังก้าวหน้าในสังคมประชาชนได้เลย ไม่เคยมีและอนาคตคงไม่มีในสังคมไทยเช่นกัน

การตอบโต้แบบไร้รูปแบบ จนตลกไม่ ออกเกิดขึ้นกับ “จตุพร” มามากต่อมาก เขาถูกจับติดคุกด้วยข้อหาแปลกๆ ว่า “เป็นผู้ก่อการร้าย” ซึ่งไม่เคยแบกปืนและไม่รู้ด้วยว่าทุกวันนี้เขา ยิงปืนเป็นหรือไม่ แต่เขาถูกข้อหา “ก่อการร้าย” เพียงยืนบนเวทีปราศรัย ตะโกนบอกความในใจทางการเมืองว่า ต้องการเรียกร้องหาประชาธิปไตยประชาชน กลับถูกจับติดคุก ไม่ให้การประกันตัว

หลังเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 จตุพรออกจากคุก ศาลให้ประกันตัวเพราะ เป็น ส.ส. ได้เอกสิทธิ์คุ้มครอง แต่พฤษภาคม 2555 ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ด้วยมติ 7 : 1 ให้พ้น ส.ส. จากนั้นในวันที่ 21 มิถุนายน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาให้ถอนประกันจตุพรโดยมุ่งหมายให้ติดคุก ถูกจองจำโซ่ตรวน สิ้นอิสรภาพ อีกครั้งหนึ่ง และคำร้องประกอบเหตุผล ป้องกันตุลาการจากการข่มขู่คุกคาม ศาล อาญานัดไต่สวนในวันที่ 23 กรกฎาคม นี้

ในวันที่ 23 กรกฎาคม จึงสุดจะคาดการณ์ชีวิตการเมืองของจตุพรได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในกำมือของศาลอาญาต้องวินิจฉัย แต่มีปรากฏการณ์ที่แปลกและน่าสนใจคือ การถอนประกันตัวและจับติดคุกทำไมถึงเกิดเฉพาะ แกนนำ นปช. ตรงกันข้าม คดีของแกนนำกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นคดีก่อการร้ายทั้งในประเทศและสากล นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และแกนนำคนอื่นๆ กลับได้รับการประกันตัวง่ายๆ ในชั้นพนักงาน สอบสวนเท่านั้น

ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน เกือบ 5 ปีแล้วคดียึดสนามบินกลุ่มพันธมิตรฯไม่มีความคืบหน้า แต่กับจตุพรไม่มี การสอบสวน ถูกจับติดคุกก่อนหาพยาน หลักฐานมากล่าวหา ไม่ได้ประกันตัว ซึ่ง แตกต่างกันสิ้นเชิง ราวกับไม่ได้อยู่ในสังคมและระบบยุติธรรมเดียวกัน อะไร จะขนาดนั้น “เตรียมหลักฐานชี้แจง ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับความเมตตาของศาล” จตุพรมีความเห็นสั้นๆ กับอนาคตทาง การ เมืองที่แขวนไว้บนเส้นด้ายในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้