หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก     
[ ฉบับที่ 1318 ประจำวันที่ 18-7-2012  ถึง 20-7-2012 ]

ตะลึง!คนไทยยังนิยม‘หมอตี๋’ ซื้อยากินวันละ100ล้านเม็ด/เอกชนสบช่องเร่งผุดร้านยา

 

ก.สาธารณสุข - ตะลึง!คนไทยกินยาวันละกว่า 100 ล้านเม็ด โดยร้อยละ 15% เป็นการซื้อยามากินเอง ทั้งที่ระบบประกัน สุขภาพเต็มบ้าน โรงพยาบาล เต็มเมือง เหตุเบื่อรอคิวนานนับ ชั่วโมง ระบบประกันสังคมยังมีข้อกังขา ชี้ยาเมืองไทยซื้อง่าย ขายคล่อง ค้าปลีกใหญ่สบช่อง ขยายร้านขายยาสมัยใหม่เบียด ร้านขายยาดั้งเดิม ชิงเครื่อง หมาย “ร้านยาคุณภาพ” ปัจจุบัน มีเพียง 500 แห่ง
จากร้านยาทั่วประเทศกว่า 1 แสนร้าน

จากการที่ประเทศไทยสามารถหาซื้อยาเพื่อรักษาโรคทำได้ง่ายและไม่ต้องใช้ใบสั่งของแพทย์ เมื่อเกิดอาการไม่สบาย ก็จะไปซื้อจากร้านขายยาทั่วไปโดยบอกอาการกับผู้ขายจากนั้นทางร้านจะจัดยา”ยาชุด” ให้ซึ่งเป็นที่นิยมเนื่องจาก มีความสะดวกรวดเร็ว และไม่ต้องเสียเวลาไปรอคิวเหมือนโรงพยาบาล นอกจากอาการไม่ดีขึ้นจึงจะนึกถึงหมอและโรง
พยาบาล

นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายจากการใช้ยา เพิ่มขึ้นจาก 36,506 ล้านบาท ในปี 2543 เป็น 98,375 ล้านบาทในปี 2551 โดยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ย 15% ต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านยาของ ประเทศไทยคิดเป็น 46.7% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ ซึ่งสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วกว่า 2 เท่าตัว และมีแนวโน้มนำเข้ายาจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 46% เป็น 65% ในช่วงเดียวกัน

จากการศึกษาของกรมการแพทย์ พบว่า ในปี 2553 คนไทยบริโภคยาทั้งยาแผนปัจจุบันและแผนโบราณที่ผลิตเองและนำเข้าปีละประมาณ 47,000 ล้านเม็ด หรือเฉลี่ยวันละ 128 ล้านเม็ด โดยมีผู้ป่วยซื้อยากินเอง 15% ของผู้ป่วยทั้งหมด หรือประมาณ 7,050 เม็ด ส่วนการสำรวจสุขภาพคนไทย ปี 2550 - 2552 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปกินยาแก้ปวดทุกวัน 2.3% กินยานอนหลับเป็นประจำ 3.3% กินยาลูกกลอน เป็นประจำ 2.1% และกินยาลดความอ้วน 1.1%ซึ่งยาที่คนไทยใช้มากเป็นอันดับ 1 คือยาปฏิชีวนะใช้ถึง 20% ของยาทั้งหมด

พฤติกรรมคนไทยมักนิยมซื้อยากินเอง โดยมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ภาคธุรกิจมองเห็นโอกาสนี้ โดยเฉพาะโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ได้เข้ามาในธุรกิจร้านขายยามากขึ้น โดยเปิดร้านขายยาในบริเวณห้าง หรือร้านสะดวกซื้อมากขึ้น

นายกุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันร้านขายยา “เพรียว” (Pure) มีอยู่ 69 สาขา จนถึงสิ้นปี จะเพิ่มเป็น 89 สาขา ทั้งสาขาที่อยู่ในบิ๊กซีซูเปอร์มาเก็ตและมินิบิ๊กซีสาขาทั่วไปและที่จะขยายในปั๊มบางจาก โดยมีจุดเด่นจากการรับรอง “ร้านยาคุณภาพ” จากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพของร้านขายยาและมีเภสัชกรประจำร้าน

ด้านเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นอีกเจ้าที่ประกาศรุกธุรกิจร้านขายยาภายใต้แบรนด์ “เอกซ์ต้า” เนื่องจากมองเห็นการเติบโตของเทรนด์สุขภาพและความงามที่กำลังเติบโต โดยปัจจุบันมีสาขาอยู่ไม่มากนัก เนื่องจากยังอยู่ในช่วงศึกษาและยังมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางด้านเภสัชกร

นายดีน ทอมป์สัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของทำเล ทั้งในรูปแบบที่เปิดในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ อาคารสำนักงาน สนามบิน หรือ ชุมชน เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดสาขาใหม่ได้ 30-50 สาขา รวมงบประมาณการลงทุนกว่า 250 ล้านบาท

ล่าสุดร้านบู๊ทส์ ได้รับเครื่องหมาย “ร้านยาคุณภาพ” จากสภาเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุขใน 207 สาขา ซึ่งเป็นเชนร้านขายยารายแรกที่ได้รับมาตรฐานนี้ในทุกสาขา หรือ 100% ทั้งนี้ประเทศไทยมีร้านขายยาประมาณ 10,000 แห่ง ปัจจุบันมีเพียง 500 แห่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้

นอกจากมาตรฐานที่ได้รับการรับรองแล้ว ร้านยาคุณภาพยังสามารถจำหน่ายยาที่ร้านขายยาโดยทั่วไปจำหน่ายไม่ได้ เช่น ยากลุ่มเสริมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น

ทั้งนี้ ร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตขายยาเสริมสมรรถภาพทางเพศ ต้องอยู่ในโครงการร้านขายยาคุณภาพของ อย.ที่มีอยู่ 355 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรายชื่อยาที่ได้รับอนุญาต ประกอบด้วย Sildenafil (ซิลเดนาฟิล) มีชื่อทางการค้าจำนวน 3 ยี่ห้อ คือ Viagra (ไวอากร้า), Elonza (อีลอนซ่า) และ Tonafil (โทนาฟิล) , Tadalafil (ทาดาลาฟิล) โดยมีชื่อทางการค้า คือ Cialis (ซิอะลิส) และ Vardenafil (วาเดนาฟิล) ชื่อทางการค้า คือ Levitra (เลวิตรา) และ อะโพสตาดีล (Alprostadil) 1 ตำรับ ซึ่งเป็นชนิดฉีด

ขณะที่นายทวีศักดิ์ สีทองสุรภณา ประธานกรรมการ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและนำเข้ายาเวชภัณฑ์จากประเทศญี่ปุ่นและยุโรป เปิดเผยว่า การทำตลาดในประเทศในปีนี้ จะเริ่มรุกโรงพยาบาลเอกชนและร้านขายยามากขึ้น หลังจากรัฐบาลออกนโยบายควบคุมค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ โดยวางเป้าหมายภายใน 3-5 ปี สัดส่วนยอดขายโรงพยาบาลรัฐบาลจะลดลง 60% จากปัจจุบัน 73% ส่วนโรงพยาบาลเอกชนและร้านยา จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40% จาก 27% ในปัจจุบัน กล่าวได้ว่า รายได้ของบริษัทฯในกลุ่มโรงพยาบาลรัฐบาลมีอัตราการชะลอตัว ขณะที่ตลาดโรงพยาบาลเอกชนและร้านขายยาเติบโต 5-7% ส่งผลให้ตลาดโดยรวมมีอัตราที่ทรงตัว