หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก     
[ ฉบับที่ 1306 ประจำวันที่ 6-6-2012  ถึง 8-6-2012 ]

ปฏิกิริยาโต้คำสั่งศาล รธน.สะท้อนภาวะผู้นำหรือ‘รอถูกปลดระวาง’

 

เกิดปฏิกิริยาโต้แย้งคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ให้รัฐสภา “ชะลอ” การพิจารณาร่างแก้ไข รธน. มาตรา 291 วาระ 3 ไว้จนกว่าจะมี “คำวินิจฉัย” ออกมาแน่ชัดนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประสานเสียงคัดค้าน คำสั่งนี้ไปในทางเดียวกันทันทีแต่ความเห็นโต้แย้ง ล้วนเต็มไปด้วยอารมณ์ “เหลือทน” เสนอให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา ผู้แทนราษฎร เพิกเฉยคำสั่ง และเรียกร้องให้ประชุมพิจารณาลงมติร่างแก้ไข รธน.วาระ 3 ตามเดิมมีเพียงนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. เสนอตอบโต้คำสั่งศาลแบบถึงรากถึงโคนไล่ให้พ้นจากหน้าที่ตุลาการศาล รธน. ด้วยการเรียกร้องให้ “ถอดถอน” ออกจากตำแหน่งเอาเป็นว่า เสียงโต้แย้งทั้งหลายทั้งปวงนั้น มีน้ำหนักเพียง “ระบายอารมณ์อึดอัด” ตามประสาคน “ไร้อำนาจ” มาตอบโต้ แต่เมื่อมีช่องทาง “ได้ด่า” ได้ระบายอารมณ์เดือดปุดๆภายในออกมาบ้าง ก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ

ท่ามกลางเสียง “ด่า” รวมทั้งข้อเสนอให้เปิดหน้า “ชน” กับศาล รธน.นั้น ถูกส่งผ่านไปถึงนายสมศักดิ์ ให้งัดความ กล้าหาญออกมาปกป้องศักดิ์ศรีสภา ไม่ ให้องค์กรอื่นมาครอบงำการทำหน้าที่ ดังนั้น จุดเริ่มต้นการ “ชน” คำสั่งศาล รธน.จึงอยู่ที่การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ เพียงคนเดียวแต่นายสมศักดิ์ ในยามนี้เต็มไปด้วยอาการ “ห่อเหี่ยว” ราวกับเป็นคนมีเพียงตำแหน่ง “ประธานรัฐสภา” แต่ไร้อำนาจ ขาดความน่าเชื่อถือในบทบาท “ผู้นำ” ถือธงนำหน้าลุยคำสั่งศาลรธน.ไม่ต้องคิดอื่นไกล เพียงแค่นายสมศักดิ์ เอาตัวรอดจากแรงท้าทายอำนาจจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็หมดสิ้นความเด็ดขาด ไม่มีความกล้าหาญเพื่อรักษาหน้าตาสภาไม่ให้ถูกย่ำยี ด้วยอารมณ์เถื่อนดิบจากนักการเมือง ฝ่ายค้าน ก็ยากเต็มกลืนแล้วจึงอย่าได้หวังเห็นภาวะผู้นำของนายสมศักดิ์ในการนำขบวน ส.ส.สู้รบตบมือกับคำสั่งของศาล รธน.อีกเลย ประเมินกันตรงนี้ บอกได้เลยว่า นายสมศักดิ์ “ไม่กล้าสู้” กับใครหรือองค์กรใดทั้งนั้น ซ้ำร้ายเมื่อย้อนพิจารณา ประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว กล่าว ได้เต็มปากว่า ไม่มีเหตุการณ์ใดที่สภาจะ แสดงความกล้าหาญนำ ส.ส.ออกมาปก ป้องเกียรติภูมิเพราะสภาไม่เคยเป็นองค์กรนำในการต่อสู้ให้เกิดการเปลี่ยน แปลงทางการเมือง มีแต่แสดงบทบาทซึมๆ เฉย ปล่อยเหตุการณ์ไปตามน้ำ


ด้วยเหตุนี้ การเสนอให้สภา “ชน” หรือเพิกเฉยคำสั่งศาล รธน.จึงเป็นไปได้แค่ “เสียงระบายอารมณ์” แกมประชดประชัน องค์กรที่มากด้วย “อำนาจ” แต่กลับไร้ศักดิ์ ศรีปกป้องตัวเองจากการถูก “ครอบงำ” ศาล รธน. มีคำสั่งและส่งมาถึงรัฐสภาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คน เสื้อหลากสี และพรรคประชาธิปัตย์ นำมวลชนปิดล้อมสภาเพื่อต่อต้านการพิจารณา ร่างกฎหมายปรองดอง 4 ฉบับ

ในเหตุการณ์วันนั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ม็อบนอกสภา แต่ความรุนแรงกลับเป็นการระบายอารมณ์ของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้าน ไม่พอใจการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ กลุ่ม ส.ส.ประชาธิปัตย์ระบายอารมณ์ดึกดำบรรพ์ ตะโกนด่า โห่ ขว้างปากระดาษใส่นายสมศักดิ์ เพื่อแสดงถึงความไม่เชื่อฟังอำนาจของประธานสภาผลคือ นายสมศักดิ์ ลุกหนีออกจากห้องประชุม ตำรวจสภาคุ้มครองไปขึ้นรถกลับบ้านแบบหัวซุกหัวซุน ไร้ศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิสภา องค์กรที่เต็มไปด้วย “เหตุผล” ต้องเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือทันทีฉับพลัน คำสั่งศาล รธน.ส่งมาถึงสภา ราวกับซ้ำเติมศักดิ์ศรีสภาให้จมดิ่งลง ไปอีก นายสมศักดิ์รีบน้อมรับคำสั่ง โดยขาดวุฒิไตร่ตรอง “ความชอบธรรม” ของคำสั่งศาล รธน. สั่งเลื่อนการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาลงมติร่างแก้ไข รธน.วาระ 3 จากกำหนดการเดิมวันที่ 5 มิถุนายน ออก ไปไม่มีกำหนด

การกระทำของนายสมศักดิ์ จึงเท่า กับนำอำนาจทั้งปวงขององค์กรสภาไปซุกและเชื่อฟัง “คำสั่ง” ขององค์กรอื่นให้มาครอบงำการทำหน้าที่ตามอำนาจ รธน. กำหนดไว้อย่างแน่ชัด“คำสั่งรับคำร้อง” ของศาล รธน. บ่งบอกในตัวอักษรและความหมายทางอำนาจ แตกต่างจาก “คำวินิจฉัย” ชัดเจน “คำสั่ง” เป็นเพียงข้อปฏิบัติการทำหน้าที่ของศาล รธน. ไม่มีอำนาจรับรองให้หน่วยงานอื่นเชื่อฟังหรือปฏิบัติตาม แต่ “คำวินิจฉัย” มี รธน.ปี 2550 มาตรา 216 วรรคห้า กำหนดรับรองอำนาจไว้ชัดแจ้งว่า “ทุกองค์กรต้องปฏิบัติตาม” จะออกนอกลู่นอกทางไม่ได้เด็ดขาดเพียงแค่ประเด็นพื้นฐานเช่นนี้ นาย สมศักดิ์ ยังมึนเฉย หนำซ้ำยังมีอีกหลายประเด็นที่บ่งชี้ว่า คำสั่งศาล รธน. “ไม่ชอบธรรมและขัดกับ รธน.”

แถลงการณ์อาจารย์คณะนิติราษฎร์, ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง รวมทั้งนักวิชาการด้านกฎหมายอีกมากต่อมาก ล้วนมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ว่า ศาล รธน.ตีความมาตรา 68 เพื่อรับ 5 คำร้อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับพันธมิตรยื่นต่อศาลรธน. นั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ชนิดหาเหตุผลมาดิ้นให้หลุดได้ยากเต็มทน
รธน.ปี 2550 มาตรา 68 วรรคสอง กำหนดว่า “ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิ์เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาล รธน.....” นั่นแสดงถึงช่องทางการยื่นคำร้องทำ ได้เพียงผ่านอัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบ แล้วเสนอผลยื่นต่อศาล รธน.ในลำดับถัดไป

แต่คำสั่ง ศาล รธน.กลับตี ความว่า การยื่นคำร้องกระทำได้ 2 ทาง ทั้งทางอัยการสูงสุดและศาลรธน. ซึ่งเป็นการใช้เหตุผลตีความแบบการแสดง “อำนาจอันเหลือเชื่อ” บ่งบอกถึงการก้าวก่ายและมีพฤติกรรมครอบงำการทำหน้าที่ของสภาแม้นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาล รธน. ให้เหตุผลการโต้แย้ง คำสั่ง ด้วยการยืนยันว่า ทำได้ ไม่ได้ก้าวก่าย เป็นการปกป้องเพื่อไม่ให้แก้ไข รธน.ล้มล้างระบอบการปกครองของประเทศ แต่ไร้น้ำหนักรับฟัง และเป็นเพียงคำพูดสะท้อนพฤติกรรมเหลือเชื่อ ในการใช้อำนาจ
ถึงที่สุด นักวิชาการโต้แย้ง คำสั่งศาล รธน.ก็ยังเป็นได้แค่การระบาย อารมณ์ เพราะโจทก์พื้นฐานยังอยู่ที่ตัวตนในฐานะประธานรัฐสภาของนายสมศักดิ์จะตัดสินอนาคตศักดิ์ศรีสภา

ขณะนี้ ค่อนข้างแน่นอนว่า นายสมศักดิ์ ไม่เป็นหัวขบวนนำสภาต้านคำสั่งศาล รธน. นั่นเท่ากับสะท้อนอำนาจและภาวะผู้นำล้มเหลว หมดสิ้น ไร้อนาคตเชื่อถือ ดังนั้น การดำรงอยู่ในปัจจุบันจึงรอวันให้ถูกปลด ระวางจากตำแหน่งอย่างเป็นทาง การ แน่ละ คนเมื่อไร้อำนาจ หมดความน่าเชื่อถือ ย่อมรักษาตำแหน่งเอาไว้ไม่ได้แน่นอน