หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก     
[ ฉบับที่ 1298 ประจำวันที่ 9-5-2012  ถึง 11-5-2012 ]

นักวิชาการแนะรัฐปฏิรูป ส่งเสริมการอ่าน ทั้งระบบฯ

 

จากสถิติข้อมูลการอ่านหนังสือของคนไทยของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ผ่านมาปรากฏว่าเด็กไทยมีสถิติการอ่านหนังสือลดน้อยลงจนน่าเป็นห่วงโดยเฉลี่ยปีหนึ่งเด็กไทยจะอ่านหนังสือประมาณ 2-5 เล่ม ซึ่งหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายประเทศนั้นสถิติการอ่านหนังสือมีอัตราสูงกว่าประเทศไทยเป็นอย่างมาก เช่น สิงคโปร์ คนในประเทศหนึ่งคนจะอ่านหนังสือประมาณ 50-60 เล่มต่อปี ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเวียดนามที่คนในประเทศหนึ่งคน มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม

ล่าสุด รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำรายงานวิจัยเรื่อง “การรณรงค์ให้คนส่วนใหญ่รักการอ่านเพิ่มขึ้น” ระบุว่า โครงการส่งเสริมการอ่านของไทยที่ทำกันมา ยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง แม้ว่าภาครัฐและภาคเอกชนของไทยตระหนักถึงเรื่องปัญหาคนไทยอ่านน้อย และจัดให้มีโครงการส่งเสริมให้ประชาชน

โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนรักการอ่านหนังสือหลายโครงการ เช่น การให้รางวัล วรรณกรรม, การคัดเลือกและประกาศรายชื่อหนังสือดี, โครงการหนังสือเล่มแรก หรือการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่มีทั้งการขายหนังสือ ลดราคา, นิทรรศ การ, การประชุมสัมมนาและการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านหนังสือด้วยวิธีการต่างๆ แต่โครงการเหล่านี้เป็นโครงการโดดๆ เฉพาะกิจที่เข้าถึงและได้ผลเฉพาะเด็ก เยาวชน และประชาชนบางกลุ่มที่เข้าถึงโครงการหรือกลุ่มที่พอจะสนใจเรื่องการอ่าน หรือเห็นประโยชน์ของการอ่านอยู่บ้างแล้วเท่านั้น ทำให้โครงการส่งเสริมการอ่านเท่าที่ทำกันมาทั้งหมดยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศได้ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง โดยข้อจำกัดที่สำคัญคือ โครง การเหล่านี้ เลือกใช้วิธีการแก้ไขปัญหา มองปัญหาแบบแยกเป็นส่วนๆ และใช้โครงการส่งเสริมการอ่านเพิ่มเติมจากภายนอกระบบการเลี้ยงดูลูก และระบบการศึกษา ทั้งๆ ที่ระบบการเลี้ยงดูเด็ก และระบบการศึกษาของไทย คือ สาเหตุหลักหรือต้นตอของปัญหาที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าไม่จำเป็นและนำไปสู่การไม่ชอบอ่านหนังสือ ดังนั้น หากจะรณรงค์ให้คนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศรักการอ่านเพิ่มขึ้นได้อย่างจริงจัง ต้องมุ่งแก้ไขที่สาเหตุหลักของปัญหาแบบผ่าตัดปฏิรูปทั้งระบบการเลี้ยงดูเด็กและการศึกษาอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวมกับการพัฒนาประเทศในทุกด้าน

ขณะที่การส่งเสริมการอ่านของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศพม่า หนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซียนที่กำลังจะกลายเป็นพลเมืองอาเซียนในปี 2558 ซึ่งยอมรับว่า ที่ผ่านมาพม่าเป็นประเทศปิดแม้จะมีพื้นที่ชายแดนติดกับจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย ทำให้การรับรู้เรื่องราวต่างๆ ภายในของประเทศพม่าค่อนข้างจำกัด แต่เมื่อ...วันนี้พม่าเปิดประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้ประเทศพม่าในแง่ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการส่งเสริมการอ่าน รวมถึงนโยบายการส่งเสริมการศึกษาปัจจุบันเกี่ยวกับการพัฒนาความรู้ผ่านบทบาทของ ‘ห้องสมุดพม่า’

โดยรายงานวิจัยของ ดร.ถั่น ทอ คอง (Dr.Thant Thaw Kaung) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์หนังสือพม่า, ผู้อำนวยการมูลนิธิฟื้นฟูห้องสมุดจากภัยพิบัตินาร์กิส ประจำประเทศพม่า (director of Nargis Library Recovery Foundation in Myanmar) และผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิห้องสมุดพม่า (executive director of Myanmar Library Foundation) ยอมรับว่า พม่าถือเป็นประเทศสุดท้าย

ที่เปิดตัวสู่โลกภายนอกหลังปิดประเทศมายาวนาน ทำให้พม่าอาจต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังนั้น รัฐบาลพม่าจะต้องทำการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะกระทรวงการศึกษาและการสาธารณสุข พร้อมกับ องค์กรภาคเอกชน หรือกลุ่ม NGOs จะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยน แปลงครั้งนี้

“ ที่ผ่านมาห้องสมุดของพม่ายังไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลพม่าเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันในปีงบ ประมาณ 2012-2013 รัฐบาลพม่าได้มีการปรับงบประมาณในการพัฒนาด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าของปีที่แล้ว แม้หลายฝ่ายจะยินดีกับการปรับเพิ่มครั้งนี้ แต่งบประมาณที่ได้ก็ยังคงต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย แต่นำไปใช้ในการฝึกอบรมครูและพัฒนาห้องสมุดน้อยมาก ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ของพม่าระบุว่า ในฐานะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างพม่า อย่างน้อย ร้อยละ 14-20 ของงบประมาณที่จัดสรรให้กับภาคการศึกษาทั้งหมด นอกจากนี้พม่ายังมีความท้าทายในการส่งเสริมการพัฒนาความรู้อื่นๆ อีกมาก”

ส่วนแนวทางการแก้ไขและการส่งเสริมการพัฒนาความรู้และส่งเสริมการอ่านในประเทศพม่ารวมถึงข้อเสนอแนะของนักวิชาการไทยจะเป็นอย่างไร ตลอดจนความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN community) ด้านนโยบายการอ่านและการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การส่งเสริมการอ่านของประเทศสมาชิกฯ จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2555 (TK Conference on Reading 2012)

ทั้งนี้ การจัดประชุมวิชาการประจำปีดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้เกิดสังคมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ซึ่งจัดกิจกรรมดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 กระทั่งในปี 2554 ที่ผ่านมา สอร.มีแนวคิดให้การส่งเสริมการอ่านเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมแก่เด็กและเยาวชนไทย ที่จะเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองอาเซียน จึงได้จัดสัมมนาวิชาการครั้งแรก ขึ้น เรื่อง “อ่านเพื่อนบ้าน กับประสบการณ์ส่งเสริมการอ่าน” และการประชุม วิชาการ Thailand Conference on Reading 2011 ซึ่งมีประเทศสมาชิก จากกลุ่มอาเซียนเข้าร่วมถึง 7 ประเทศด้วยกัน

สำหรับการจัดงานประชุมทางวิชาการในปีนี้ สอร.จะเน้นขยายองค์ความรู้และความรับรู้ที่มีต่อประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ครบถ้วนทั้ง 10 ประเทศ ตลอดจนสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศทางด้านนโยบายการอ่านและการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ อันจะนำไปสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกันที่แนบแน่นลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในฐานะพลเมืองอาเซียน ภายใต้แนวคิด “Towards ASEAN Citizenship with Books and Reading”