|
สมทบกันมาจากหลายทางว่า ค่าแรง 300 บาท ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง
เนื่องจากค่าแรงงานในบ้านเราที่ผ่านมามันถูกแสนถูก
แต่ก็เป็นเสียงที่มาจากฝั่งธุรกิจหมื่นล้าน แสนล้านแทบทั้งสิ้น
ส่วนรายย่อยหลักสิบ หลักล้าน ยังต้องนั่งกุมขมับ เพราะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากทุกทิศทาง
การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่ประกาศใช้ไปเมื่อต้นเดือนเมษายน นอกจากแรงงานจะไชโยโห่หิ้วไปตามๆ กันแล้ว ด้านธุรกิจจัดหาแรงงานก็ส่งเสียงดังไม่แพ้กัน แต่ก็ไม่ได้ดังสนั่นหวั่นไหวแบบดีใจสุดขีด เพราะยังมี แต่ แถมท้าย
ค่าแรงขั้นต่ำของเราถูกมานานแล้ว ขณะที่มีค่าครองชีพสูง ดังนั้นการปรับขึ้นค่าแรงถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่อาจจะเป็นการก้าวกระโดดที่สูงเกินไป เพราะในบางพื้นที่ตามต่างจังหวัดขึ้นค่าแรง 300 บาทเท่ากับ 40% เช่น บางบริษัทมีพนักงานกว่าสองหมื่นคน และ 90% ของพนักงานกลุ่มนี้อยู่ในข่ายที่จะได้ขึ้นค่าแรง เพราะฉะนั้นมันเป็นจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นสูงมาก
ฉะนั้นสิ่งที่ควรกังวลคือบริษัทเหล่านี้จะดำเนินการอย่างไร เช่น พวกเขาอาจจะต้องลดผลกำไรลง และอย่างที่สองสินค้าจะขึ้นราคา และที่น่าสนใจก็คือภาวะเงินเฟ้อ การขึ้นค่าแรงอาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศไทยด้วยเช่นกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือบริษัทเหล่านี้ต้องทำให้แรงงานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการปรับค่าแรง มร.ไซมอน แมททิวส์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย แมนพาวเวอร์กรุ๊ป กล่าว
ไซมอน กล่าวต่อว่า จากเดิมสถานการณ์ในประเทศไทยเคยมีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ แต่พอค่าแรงในประเทศสูงขึ้นอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็มีการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศจีน และเวียดนาม หลังจากนั้นตลาดแรงงานไทยเปลี่ยนมาเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์และคาดว่าจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะอุตสาหกรรมไทยยังเน้นยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก
สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญคือปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือเฉพาะด้าน ทักษะด้านภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานอุตสาหกรรมที่เน้นทักษะเฉพาะด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีสเทิร์นซีบอร์ด และสิ่งที่กลุ่มแมนพาวเวอร์กรุ๊ปกำลังเน้นอยู่คือเตรียมสรรหาแรงงานในสาขาที่ขาดแคลนให้มากขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มแมนพาวเวอร์มีแผนขยายการเปิดศูนย์ปฏิบัติการสรรหาและคัดเลือกแรงงานที่กัมพูชา
ด้านสุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป กล่าวว่า จากสภาวการณ์ตลาดแรงงานในปัจจุบัน ตามที่แมนพาวเวอร์กรุ๊ปได้ทำการสำรวจกับผู้สมัครงาน จำนวน 1,080 คน และ 200 บริษัทที่ใช้บริการของแมนพาวเวอร์กรุ๊ป ชี้ให้เห็นว่า
สายงานที่เป็นที่ต้องการของแรงงานปัจจุบันและเป็นอันดับหนึ่ง คืองานการตลาดและประชาสัมพันธ์ 21%
รองลงมาคือ งานธุรการและทรัพยากรบุคคล 20% และงานโฆษณาและงานสื่อ 16%
สายงานที่เป็นความต้องการของตลาด อันดับหนึ่ง คือ การตลาดและประชาสัมพันธ์ 17%
อันดับสอง งานด้านไอที 14% และอันดับสาม งานด้านวิศวกรรม 13%
จากสิ่งเหล่านี้ แมนพาวเวอร์จึงนำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนงานต่อไป เพื่อสานต่อความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้ที่ทะลุเป้ากว่า 22% หรือคิดเป็นมูลค่า 2,200 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมีการเติบโตขึ้นโดยคิดเป็นมูลค่า 2,600-3,000 ล้านบาท
สำหรับทิศทางของแมนพาวเวอร์ในปีนี้ จะขยายการสรรหาบุคลากรส่งออกต่างประเทศมากขึ้น เปิดสาขาเพิ่มขึ้นตามฮับต่างๆ ในต่างจังหวัดและจัดหน่วยหางานโดยใช้รถเคลื่อนที่หรือโมบายล์ยูนิตตามจุดต่างๆ อีกสองถึงสามเดือนโดยมีแผนจะไปเปิดสาขาที่กัมพูชาอีกด้วย
ทั้งนี้ แมนพาวเวอร์กรุ๊ปตั้งใจว่า จะต้องเติบโตให้เร็วกว่าตลาดแรงงาน โดยเฉพาะตลาดในบางประเทศที่ตลาดแรงงานอิ่มตัว ดังนั้นถ้าตลาดแรงงานโตขึ้น 2% แมนพาวเวอร์จะต้องโตขึ้นให้ได้ 10%
|
|
|