หน้าแรก > การเงิน-ลงทุน > lead     
[ ฉบับที่ 1279 ประจำวันที่ 29-2-2012  ถึง 2-3-2012 ]

‘เมย์แบงก์ กิมเอ็ง’จัดสูตร 5 เสาหลักค้ำฐานธุรกิจ ลั่นรักษาแชมป์โบรกฯ อันดับ 1

 

หลังจาก “เมย์แบงก์” ธนาคารยักษ์ใหญ่ของมาเลเซีย ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการค้าหุ้นไทยด้วยการเข้าซื้อบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศ ไทย) เมื่อปีที่แล้ว และมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “บล.เมย์-แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)” โดยใช้ชื่อย่อใหม่ว่า “MBKET”

ล่าสุด “มนตรี ศรไพศาล” ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯเปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานในปี 2555 ว่า แผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2555 และในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ การทำงานเป็นทีมเวิร์ก ที่จะคอยประสานการทำงานทุกอย่างภายใต้ “เมย์แบงก์ กิมเอ็ง” อย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซึ่งในแต่ละฝ่ายแม้จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน แต่จะทำงาน ขนานกัน พร้อมเดินควบคู่กันไป โดยมีบริษัทแม่อย่างเมย์แบงก์คอยสนับสนุนเชื่อว่า “เมย์แบงก์ กิมเอ็ง” จะยังคงครอง ความเป็นที่ 1 อย่างต่อเนื่อง

ซีอีโอ “มนตรี” บอกว่า บริษัทมีการปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยแบ่งส่วนงานออกเป็น “5 เสาธุรกิจหลัก” ซึ่งทุกเสาที่ตั้งขึ้นนี้จะช่วยค้ำยันความแข็งแกร่งของธุรกิจ เสาแรกคือ ธุรกิจด้านวาณิชธนกิจ จะบริการครบวงจรมาก ขึ้น โดยสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าในธุรกรรมต่างๆ อย่างเช่น การควบรวมกิจการ ซึ่งจะเป็นการต่อยอดธุรกิจแม่ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ทำให้สามารถ ปล่อยสินเชื่อได้ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งที่เป็นสกุลเงินริงกิต และดอลลาร์สหรัฐ ต่างจากเมื่อก่อนที่บล.กิมเอ็งมีข้อจำกัด เพราะไม่มีธนาคารพาณิชย์เป็นบริษัทแม่คอยเสริมขณะที่ธุรกรรมอื่นๆ ก็จะมีความ คล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอันเดอร์ไรต์ จะทำได้ในมูลค่าที่ใหญ่ขึ้น เพราะมีเงินทุนที่มากขึ้น

เสาหลักที่สอง เป็นธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อรายย่อย ที่ผ่านมาบริษัทเป็นอันดับ 1 ในตลาดนี้มาโดยตลอด และยังพบว่ามีประชากรที่มีศักยภาพด้านการลงทุนอีกมากที่จะเข้ามาลงทุนได้โดยเฉพาะการลงทุนแบบบริหารความมั่งคั่ง (private wealth) ให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะมีทั้งตราสารต่างๆ ที่สร้างผลตอบ แทนที่ดี ทั้งหุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ และกองทุนอสังหาฯ เป็นต้น

เสาธุรกิจที่สาม เป็นธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อนักลงทุนสถาบัน หากพิจารณาโครงสร้างปัจจุบัน เรายังมีนักลงทุนสถาบันสัดส่วนไม่มากนัก ซึ่งยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้จากการทำงานร่วมกันในเครือ

เสาหลักที่สี่ ตลาดอนุพันธ์ ที่จะออก ตราสารทางการเงินชนิดใหม่ เช่น structure note และใบสำคัญแสดงสิทธิ์อนุพันธ์ มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการลงทุนที่จะหลากหลายขึ้น

และเสาหลักสุดท้าย การบริหารกองทุน ซึ่งมี บลจ.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้บริการอยู่ ล่าสุดได้แต่งตั้ง นายไววิทย์ อุทัยเฉลิม มาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งจะต้องมีการวางแผนรุกตลาดกองทุนกันต่อไป
“ต่อจากนี้เราจะเน้นการทำงานเป็น “ทีมเวิร์ก” เกื้อหนุน และส่งเสริมซึ่งกันและกันให้มากขึ้น เหมือนเสาที่จะคอยพยุง และเป็นฐานรากของความมั่นคงที่จะทำให้บริษัทเดินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยในทุกกลุ่มธุรกิจจะมีการประสานงาน และบริษัทแม่ อย่างเมย์แบงก์นอกจากจะเป็นผู้สนับสนุนที่ดีแล้ว ยังเป็นเหมือนเครื่องยืนยันความแข็งแกร่ง และความน่าเชื่อถือให้บริษัทมากขึ้นทั้งในประเทศและระดับสากล” ซีอีโอ มนตรี กล่าว

สำหรับการแข่งขันภายใต้การเปิดเสรีค่าคอมมิสชั่น โดยส่วนตัวมองว่าในระยะเวลาเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ไม่มีการแข่งขันแบบรุนแรง ซึ่งโบรกเกอร์ได้ผ่านช่วงค่าคอมมิสชั่นคงที่ ช่วงการเปิดเสรีครั้งแรก และ กลับมาเป็นช่วงกำกับค่าคอมมิสชั่น จนมาถึงการคิดค่าคอมมิสชั่นแบบขั้นบันได จึงเชื่อว่าโบรกเกอร์ทุกรายไม่ต้องการเห็น การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงอย่างเช่นสมัยปี 2001

ส่วนแนวโน้มการลงทุนในประเทศปีนี้ ยอมรับว่าบริษัทยังให้น้ำหนักปัญหาหนี้สินในยุโรปเป็นหลัก ขณะที่ปัญหาทางการเมืองมองว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยประเมินว่าอัตราการเติบโตของบริษัท ต่างๆ ในปีนี้ เฉลี่ยที่ 7-8% PE ที่ 12 เท่า ทั้งนี้ จากเดิมประเมินดัชนีไว้ที่ 1,090 จุด แต่ ณ ปัจจุบันต้องทบทวนใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การลงทุนในขณะนี้ถือว่าค่อนข้างแพง แต่ยังลงทุนได้ด้วยความระมัดระวังเพียง 40-50% ของพอร์ตลงทุน

นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจหลักทรัพย์ รายย่อย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ กล่าวถึง กลยุทธ์การดำเนินงานว่า “บริษัทมีเป้าหมายชัดเจนในระยะยาวที่จะเป็นผู้นำโบรกเกอร์ในอาเซียนโดยมุ่งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดด้านรายย่อยจากปัจจุบันอยู่ที่ 17% เป็น 22% ในปี 2559 และในปีนี้มีเป้าหมายในการขยายจำนวนบัญชี 20% จากปัจจุบัน โดยปัจจุบันมีบัญชีที่เคลื่อนไหว 50,000 กว่าบัญชี โดยเน้นหลักการขยายฐานด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจในสินค้าต่างๆ แก่ลูกค้าทั้งหุ้นและอนุพันธ์ให้รับรู้ถึงความเสี่ยง และเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับตนเอง ผ่านการบริการที่เปี่ยมคุณภาพเพื่อสร้างจุดยืน ที่แตกต่างให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ “เมย์แบงก์ กิมเอ็ง”

ด้านนายไววิทย์ อุทัยเฉลิม ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าสินทรัพย์ ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ทั้งปีไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท โดยมีแผนเพิ่มกองทุนให้ครอบคลุมทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็นกองทุนต่างประเทศ (FIF) ที่เน้นป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนและปกป้องเงินลงทุน โดยคาดว่าจะสามารถเปิดขายไอพีโอได้ใน 1-2 เดือนนี้, กองทุนตราสารหนี้ที่วางแผนออกไตรมาส ละ 1 กองทุน, กองทุนหุ้น และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นกองทุนที่น่าสนใจ ซึ่งบริษัทมีการร่วมลงนามในสัญญา (MOU) กองทุนอสังหาริมทรัพย์เรียบร้อย แล้ว 3 กอง มูลค่ารวมประมาณ 4,300 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าบริษัทจะเปิดขายไอพีโอ ได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้

ขณะที่กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) น่าจะได้รับความสนใจและเติบโตได้ในอนาคต หลังจากที่มีการคุ้มครองเงินฝากจะลดเหลือเพียง 1 ล้านบาท ในเดือนสิงหาคม โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่าง กำลังดำเนินงานขอใบอนุญาต (license) กับทางกระทรวงการคลังซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติเร็วๆ นี้