หน้าแรก > การตลาด > ข่าวการตลาด     
[ ฉบับที่ 1277 ประจำวันที่ 22-2-2012  ถึง 24-2-2012 ]

ยุทธศาสตร์ ‘แม็ค ยีนส์’ ขยายกิจการ-ร่วมทุน-เทกโอเวอร์

 

ณ วันนี้ สินค้าในกลุ่มแฟชั่น อย่างแอ็กเซสซอรี่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ แว่นตา หมวก กระเป๋า หรือ เข็มขัด กลายเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่ทำรายได้ให้กับแบรนด์ต่างๆ โดยจะดูได้จากตอนนี้แทบทุกแบรนด์จะโฟกัสไปที่แอ็กเซสซอรี่ และมีให้เลือกหลากหลายมากกว่าแต่ก่อน เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์นั้นต้องการยอดขายจากกลุ่มไหน

สุณี เสรีภาณุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เค.การ์เม้นท์ (อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย ‘แม็ค ยีนส์’ บอกว่า อย่างเราเองแต่ก่อนก็ไม่ได้โฟกัสไปที่ท่อนบน และแอ็กเซสซอรี่ ซึ่งทุกแบรนด์ตอนนี้ก็จะมีกันครบเครื่อง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์นั้นต้องการยอดขายจากกลุ่มไหน

“เพราะรายได้จากกลุ่มแอ็กเซสซอรี่ ทำสัดส่วนได้สูงถึง 30-50% เลยทีเดียว เพราะจะเป็นลักษณะฟาสต์ มูฟวิ่ง เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้อง การเปลี่ยนแฟชั่นมากกว่า ซึ่งเรามองว่าจะทำรายได้ต่อตารางได้มากขึ้น เพราะคนจะซื้อบ่อยขึ้น”

สุณี บอกว่า เราเองก็เพิ่งเริ่มสตาร์ต และให้ความสำคัญกับสินค้ากลุ่มนี้ โดยจะทำตั้งแต่หมวก แว่นตา กระเป๋า เข็ม
ขัด ฯลฯ ซึ่งจะอยู่ภายใต้แบรนด์ แม็ค กับแม็ค เลดี้ และมีแนวโน้มจะทำบราด้วย สำหรับปีนี้จะตั้งเป้าสัดส่วนยอดขายในกลุ่มนี้ไว้ประมาณ 5% ส่วนปีหน้าประมาณ 10-15% แต่ทั้งนี้คงต้องรอดูปีนี้ก่อน

ส่วนยุทธศาสตร์ใน 3-5 ปี จะต่อยอดธุรกิจ ด้วยการขยายกิจการของตน เอง ร่วมทุนกับพันธมิตร และการซื้อกิจการโดยในช่วง 3 ปีนี้ จะทำเรื่องซัพพลายเชนเป็นหลัก ตั้งแต่ต้นน้ำ เริ่มตั้งแต่ก่อนกระบวนการผลิต คาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน และใช้เวลาประมาณ 3 ปี โดยจะใส่ซัพพลาย แวลูเข้าไป ทำให้จะจัดการกระบวนการได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ จะเริ่มปรับกระบวนการซัพพลายเชน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ เริ่มกันตั้งแต่ระบบคอมพิวเตอร์แทนคน เพื่อให้มีของเสียน้อยที่สุด โดยในส่วนของโรงงานจะพิจารณาโรงงานหลักเป็นเซ็นเตอร์ในแต่ละเรื่อง อาทิ คัตติ้ง เซ็น เตอร์ ดีไซน์ เซ็นเตอร์ โดยจะเพิ่มผู้เชี่ยว ชาญทางด้านโรงงานแต่ละด้าน เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ค่าแรง ซึ่งมีสัญญาณล่วงหน้ามานานแล้ว ที่ผ่านมาเลยผลิตสินค้าสำรองเก็บไว้ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา

“ยังไม่ได้มีการปรับราคาสินค้าตอน นี้ เพราะจะได้รับผลกระทบทางด้านยอดขาย ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นไปถึง 40% จะมีผลไปถึงวัตถุดิบ ทำให้โรงงานทอแบบใหม่จะใช้แรงงานคนน้อย และถ้ามีการปรับขึ้นราคาสินค้า น่าจะไม่เกิน 7-8% โดยสัดส่วนค่าแรงคิดเป็น
12-13% เมื่อเทียบกับต้นทุนทั้งหมด ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น 60 ล้านบาทต่อปี ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนโครง สร้างพนักงาน ซึ่งปัจจุบันมี 2,000 คน แต่ทั้งนี้เราไม่มีนโยบายลดคน”

นอกจากนี้ ในช่วง 3 ปีจะโฟกัสไปที่ช็อปค่อนข้างหนัก เพราะจะมีความคล่องตัวในการวางสินค้า และพื้นที่เพียงพอ เมื่อเทียบกับเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า ปัจจุบันมีจำนวนสาขาที่เปิดให้บริการกว่า 378 จุด แบ่งเป็นเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า 100 จุด เคาน์เตอร์ในซูเปอร์สโตร์ 200 จุด และสแตนด์อะโลน 78 จุด โดยปีนี้จะลงทุนอีก 200 ล้านบาท เพื่อเปิดร้านสแตนด์อะโลนเพิ่มอีก 30 จุด และคาดว่าภายใน 3 ปีจะเปิด ครบ 200 จุด

สุณี บอกว่า กำลังจะตั้งบริษัทย่อยขึ้นมา เพื่อสร้างร้าน และทำเฟอร์นิเจอร์ของเราเอง เพื่อจะได้ไม่ต้องจ้าง ที่ผ่านมาจะเป็นแค่แผนกหนึ่งเท่านั้น เพื่อรองรับการเติบโต โดยในอนาคตมีแผนจะรับงานคนอื่นด้วย เป็นการขยายธุรกิจ ทั้งนี้ ในปี 2555-2556 มีแผนจะลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโรงงานที่อ่อนนุช การสร้างสำนัก งานใหม่ ดีไซน์เซ็นเตอร์ และระบบลอจิสติกส์ โดยในส่วนของลอจิสติกส์จะแล้ว เสร็จในปีนี้ และต้นปีหน้าสำหรับดีไซน์เซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับแบบ ส่วนโรงงานผลิตที่อ่อนนุชและบางปะกงจะทยอยแล้วเสร็จใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้การผลิตของแม็คเพิ่มเป็นเท่าตัว

สำหรับผลประกอบการในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตกว่า 30% หรือมียอดขายไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีข้างหน้า ตลอดจนมีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อกระจายหุ้นให้กับผู้สนใจทั่วไปในปีหน้า