หน้าแรก > การตลาด > lead     
[ ฉบับที่ 1050 ประจำวันที่ 18-11-2009 ถึง 20-11-2009 ]

แนวรบตลาดเบียร์เปลี่ยนทิศ

 


‘สิงห์’-‘ช้าง’ อัดงบพันล้าน สานกิจกรรม CSR

สมรภูมิเบียร์เปลี่ยนแนว รบพุ่ง มุ่งลุยกิจกรรมซีเอสอาร์ ครอบ คลุมทุกภาคส่วน หนุนส่งการศึกษา กีฬา และสิ่งแวดล้อม หลังเจอพิษเศรษฐกิจและภาษีฟาดหาง มูลค่าตลาดรวมกว่าแสนล้าน หดหายไปกว่า 10% ค่ายผู้นำ “สิงห์” โอ่จรรโลงสังคมมาหลายทศวรรษอย่างต่อเนื่อง ส่วน “ช้าง” กาง

แผนสนับสนุนและส่งเสริมชุมชนยาว 5 ปี จากสถานการณ์ตลาดฟองเบียร์หดตัว ส่วนหนึ่งเพราะภาครัฐประกาศขึ้นภาษีส่งให้ราคาขายพุ่งพรวด ทำให้นักดื่มลดการบริโภค ส่งผลให้ภาพรวมตลาดยอดขายทั้งปีล่วงกราวรูดติดลบกว่า 10% ขณะที่ความเคลื่อนไหวของค่ายยักษ์ใหญ่ สิงห์และช้าง ยังคงเดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ทิศทางการแข่งขันดูจะให้น้ำหนักกับการทำตลาดในเชิงซีเอสอาร์เป็นหลัก ที่แต่ ละค่ายพยายามยกระดับภาพลักษณ์ในเชิง บวกออกสู่สังคม โดยหวังครองความเป็นผู้นำในตลาดเบียร์

>> “สิงห์” เจอวิกฤตภาษี ส่งยอดขายพลาดเป้า 2 ดิจิ

นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวย การสายการตลาด บริษัทสิงห์ คอร์ปอเร ชั่น ผู้ทำตลาดผลิตภัณฑ์เบียร์ยี่ห้อสิงห์และลีโอ เปิดเผยกับ “สยามธุรกิจ” ว่า จากการที่รัฐบาล ได้มีการประกาศปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต เบียร์ เหล้าขาว และสุรา ผสม เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดเบียร์โดยรวมประมาณแสน ล้านบาท ตกลงไปเป็นจำนวนมาก

โดยในปีนี้บริษัทมองว่าการเติบโตของตลาดเบียร์โดยรวมจะตกลงไปถึง 2 ดิจิด้วยกัน หรือมากกว่า 10% ซึ่งระยะเวลาที่เหลืออีก 2 เดือนสุดท้ายนี้ ประเมินว่าอัตราการเติบโตของยอดขายจะต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ คาดว่าจะลดลงไปประ มาณ 10% เช่นเดียวกับตลาดรวม แต่อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่าอัตราของยอดขายที่ลดลงไปเพียง 2 ดิจินั้นยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ จากสถานการณ์ที่กำลัง เกิดขึ้นอยู่ในตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะเดียวกันแม้ว่าบริษัทจะมียอดจำหน่ายลดลงไปถึง 2 หลักแต่ก็ยังน้อยกว่าคู่แข่งที่อยู่ในตลาดขณะนี้ ทั้งนี้ในส่วน ของมาร์เก็ตแชร์ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนอยู่ที่ 61.8% ส่วนไทยเบฟฯ อยู่ที่ 33%

ในส่วนของเบียร์การ์เดน ที่ได้เริ่มแล้วในขณะนี้นั้น ปีนี้บริษัทได้มีการใช้งบลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท ในการจัดเทศกาลเบียร์การ์เดนหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากที่ได้เปิดตัวในวันแรก ของเทศกาล สามารถทำยอดขายได้ถึง 3 แสนบาท ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ บริษัทได้มีการปรับราคา การจำหน่ายเบียร์สดสิงห์เพิ่มขึ้นจากราคา 120 บาทต่อ 1 เหยือก เป็น 140-150 บาทต่อ 1 เหยือก แต่ทั้งนี้ยังคงต้องขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้ง ซึ่งถ้าเป็นเบียร์การ์เดนที่จัดในพื้นที่ต่างจังหวัดราคาเบียร์สดอาจไม่ถึง 150 บาท ขณะที่ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเฉพาะลานเบียร์เซ็นทรัลเวิลด์ 30 ล้านบาท

>> มุ่งสร้างการรับรู้ผ่านกลยุทธ์ซีเอสอาร์

แหล่งข่าวจากบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด กล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ว่า ในเรื่องของกิจกรรมทางด้านสังคมนั้น บริษัทได้มีการจัดทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ที่คำว่า CSR (Corporate Social Responsibility) ยังไม่มีเข้ามาในประเทศไทย

ซึ่งในแต่ละปีบริษัทได้มีการใช้งบในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมไปเป็นจำนวนมาก และอาจจะมากกว่า 500 ล้านบาท แต่ทั้งนี้บริษัทไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ เนื่องจากมีหลายๆ โครงการที่บริษัทไม่ได้มีการบันทึกในเรื่องของงบที่นำไปใช้

สำหรับกิจกรรมที่บริษัทได้มีการสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องนั้น ปัจจุบันได้มีอยู่หลายโครงการและคาดว่าจะครอบคลุมในทุกส่วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทุนการศึกษา โครงการด้านสังคม โครงการเพื่อสุขภาพ และโครงการด้านกีฬา

>> เปิดตัวอุทยานแห่งการอนุรักษ์น้ำ Singha Park

แหล่งข่าวรายนี้กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันบริษัทได้ทำการเปิดตัวโครงการ “Singha Park ขอนแก่น” ต้นแบบอุทยานแห่งการอนุรักษ์น้ำ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่บริษัทได้จัดทำขึ้นเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ ตามแนวคิด 3R คือ Reuse, Reduce และ Recycle ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนและสังคมโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยโครงการนี้ได้ใช้เนื้อที่กว่า 1 พันไร่ในการจัดทำโครงการ ซึ่งโครงการนี้เกิด จากโรงงานผลิตเบียร์ที่จังหวัดขอนแก่นเกิดน้ำเหลือใช้จากการผลิตเบียร์แล้วจำเป็นจะต้องปล่อยทิ้งไปเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทมีแนวคิดที่จะนำน้ำที่เหลือมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งโครงการนี้ได้ใช้งบลงทุนในการก่อสร้างและจัดสรรพื้นที่ในเฟสแรกไปประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดสรรพื้นที่บางส่วนในการปลูกข้าว ปลูกต้นกก และให้ประชา ชนในชุมชนใกล้เคียงมาใช้ประโยชน์และหารายได้เข้าชุมชน

>> ควัก 500 ล.หนุนกิจกรรม ซีเอสอาร์นาน 5 ปี

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ช้าง เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบ 500 ล้านบาท คิดเป็น 50% จากงบการตลาด 1 พันล้านบาท ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ภายใต้สโลแกน “คนไทยให้กันได้” ภายในระยะเวลา 3-5 ปี สำหรับปีนี้บริษัทได้ใช้งบด้านซีเอส อาร์ประมาณ 200-300 ล้านบาท โดยได้มีการจัดทำหลายโครงการ เช่น โครงการสนับสนุนด้านกีฬาไทย “ช้างไทยไปเอฟ เวอร์ตัน” โครงการสนับสนุนการศึกษา “ทุนเปรม ติณสูลานนท์” กองทุนเพื่อสนับ สนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาและนักวิชาการ เป็นต้น

พร้อมกันนี้ได้จับมือร่วมกับกระ ทรวงมหาดไทยจัดโครงการเพื่อสังคม “ไทยเบฟ...รวมใจต้านภัยหนาว” ครั้งที่ 10 โดยปีนี้แจกผ้าห่ม 15 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือจำนวน 2 แสนผืน เพื่อช่วยผู้ที่ประสบปัญหาภัยหนาว

>> “ช้าง” อัด 100 ล. ส่งภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

นายชาลี จิตจรุงพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ช้าง เปิดเผยว่า บริษัทมองว่าการแข่งขันตลาดเบียร์จะมีความรุนแรงมากขึ้น จากการเปิดเขตเสรีการค้าอาเซียนหรือเอฟทีเอส่งผลให้ภาษีนำเข้าเบียร์ลดลง 0% ทำให้เบียร์จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ซึ่งในภาพรวมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะช่วยให้ภาพรวมของตลาดกว่า 1 แสนล้านมีการเติบโตขึ้น ขณะที่ปีนี้ตลาดเบียร์ติดลบ ซึ่งมีเพียงเซ็กเมนต์อีโคโนเท่านั้นที่มีการเติบโต โดยโตเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% คิดเป็นมูลค่า 8 หมื่นล้าน ส่วนสแตนดาร์ดมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ไม่มีเติบโต และพรีเมี่ยม 5 พันล้านบาท ติดลบ

ส่วนการจัดเทศกาลเบียร์การ์เด้นปีนี้บริษัทใช้งบ 30-40 ล้านบาท มีด้วยกัน 2 แบรนด์ คือ เบียร์ช้าง เฟดเดอร์บรอย นอกจากนี้ยังมีการจัดลานเบียร์อีก 30 แห่งทั่วกรุงเทพฯ โดยหลังจากเปิดตัวได้ไปเพียง 10 วัน ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 2 เดือน อยู่ที่ 2.5 พันถังต่อลาน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 2 พันถังต่อลาน

>> เทกว่า 800 ล. เปิดระบบพลังงานทดแทน

นางสุธารา เทียนประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด บริษัทผู้ผลิตจำหน่ายปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ กล่าวว่า บริษัทได้มีการจัดทำ “โครงการไบโอแก๊สหรือพลังงานทางเลือกชีวภาพ” ขึ้นมา ซึ่งเป็นโครงการที่นำพลังงานทดแทนเข้ามาใช้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนพลังงานที่นำไปมาใช้ในการผลิตได้มากขึ้น สำหรับโครง การนี้เป็นการลดการใช้น้ำมันเตาที่ได้สั่งเข้ามาจากต่างประเทศในการดำเนินการผลิต ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการนำเข้านำมันชนิดนี้ได้ถึง 30-40 ล้านบาทต่อปีต่อโรงงาน

สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ นำน้ำกากส่าที่เหลือจากการหมัก และการกลั่นเสร็จแล้วซึ่งจะเหลือประมาณ 500-600 ลูกบาศก์เซนติเมตร มาผ่านกระบวนการต่างๆ ซึ่งบริษัทเองยังได้มีการสร้างระบบการผลิตพลังงานทดแทนใหม่ซึ่งมีการสร้างบ่อปิดปรับสภาพน้ำกากส่า บ่อหมักไร้อากาศ บ่อปิดเก็บน้ำกากส่าที่บำบัดแล้ว และระบบท่อส่งก๊าซชีวภาพด้วย ทั้งนี้ โครงการที่ทำขึ้นบริษัทได้นำร่องในกลุ่มของบริษัทสุราบางยี่ขัน จำนวน 5 แห่งด้วยกัน ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขอนแก่น ปราจีนบุรี และสุราษฎร์ธานี โดยใช้งบลงทุนไปประมาณ 850 ล้านบาท เฉลี่ยต่อโรงงานจะใช้งบอยู่ที่ 170 ล้านบาท