หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก     
[ ฉบับที่ 1044 ประจำวันที่ 28-10-2009  ถึง 30-10-2009 ]

จับตาเหล้านอกทะลักไทย

 


ผู้นำเข้าสวมสิทธิ์เอฟทีเอ

ผวาเอฟทีเออาเซียนทำเหล้าล้นประเทศ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเครือข่ายฯ หวั่นเอกชนเจ้า เล่ห์เอาเปรียบสังคม เตือนธุรกิจเสรีต้องอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ด้าน “จริยธรรมทางการค้า” ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายเขี่ยลูกเริ่มเกม เตรียมออเดอร์เหล้า อีโคโนมี่จากฟิลิปปินส์รุกตลาด ปรับสูตรสก๊อตวิสกี้สวมสิทธิ์นำเข้า พร้อมรุกแผนการขายใช้การบรรจุ ปริมาตรราคาใหม่

สถานการณ์ตลาดการแข่งขันของกลุ่มผู้ประกอบการสุราต่างประเทศที่ได้รับอานิสงส์จาก ข้อตกลงการค้าเสรีในด้านอัตราภาษี ซึ่งจะมีผลในปี 2553 ที่จะถึงนี้ กลายเป็นที่วิตกกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ในกลุ่มผู้ประกอบการสุรานำเข้าที่เริ่มหันมาใช้ช่องทางใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางธุรกิจที่อาจจะกลายเป็นการทำการตลาดแบบไร้จริยธรรมในเชิงธุรกิจ

นายอิฐบูรณ์ อ้นวงศา ผู้ประสานงานฝ่ายเผยแพร่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยกับ “สยามธุรกิจ” ว่า “ในหลักการโครงสร้าง ที่ถูกต้อง แม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ภายใต้เขตการค้าเสรี และจะมีผลต่ออัตราภาษีสินค้าต่างๆ ซึ่งเรื่องของสุรากำลังเป็นที่จับตากันอย่างกว้างขวาง แต่ทั้งหมดคงต้องคำนึงถึงภาพรวมของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเกี่ยวกับประเด็นเรื่องของการค้าเสรีไว้ด้วย

ซึ่งการค้าเสรีในข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการกำหนดให้เกิดการค้าเสรีไว้ลอยๆ แต่กำหนดเรื่องของความเป็นธรรมเอาไว้ด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งมีความหมายไปถึงความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และความเป็นธรรมในเชิงซีเอชอาร์ สุขภาพและสังคม ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลควรจะนำไปใช้เป็นข้อต่อรองและหลายๆ ประเทศเองก็มีการใช้ช่องทางนี้อ้างอิงสถิติตัวเลขต่างๆ เข้ามาเป็นเงื่อนไขในการต่อรอง เกี่ยวกับประเด็นเรื่องเขตการค้าเสรี และอัตราภาษีของสุรานำเข้า โดยเฉพาะที่กำลังจะมีกลยุทธ์ทางการค้าในรุปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบรรจุในปริมาตรที่ล่อใจผู้ซื้อ การปรับเปลี่ยนสูตรผสมสุราในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการตั้งฐานการผลิตในประเทศกลุ่มอาเซียน ทางมูลนิธิค่อนข้างวิตกกังวล

ซึ่งที่ผ่านมามูลนิธิและเครือข่าย เราดำเนินการในแนวทางที่ทำให้สุราเข้าถึงได้ยาก ด้วยการทำให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งภาครัฐเอง ก็เชื่อมั่นในแนวทางนี้ และมีแรงสนับสนุนองค์กรต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้ทิศทางนี้มาโดยตลอด และคงต้องยอมรับว่า แนวทางนื้ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนสูง ฉะนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ ต้องมามองกันที่จุดยืนของการทำธุรกิจ และการทำการค้า ใครที่มาท่องแข่งขันเสรีโดยไม่พูดถึงความเป็นธรรมและมิติอื่นๆ ถือว่ามีดับเบิลสแตน ดาร์ด ซึ่งไม่เป็นไปตามธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการแข่งขันกันใช้กลยุทธ์ต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค และคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยละเมิดจริยธรรมทางการค้า ที่มีต่อส่วนรวมไป

อย่างไรก็ตาม หากมองตามสิ่งที่รัฐ ธรรมนูญได้บัญญัติไว้ แม้จะยังคงส่งเสริมเรื่องของการค้าเสรี แต่ก็ต้องมีความเป็นธรรม รัฐสามารถใช้เป็นจุดอ้างอิง ภาคส่วนผู้ประกอบธุรกิจต้องเคารพกฎหมายนี้ ไม่ใช่เห็นอะไรที่จะได้ประโยชน์ พยายามแก้ไขหรือหาช่องทางหลีกเลี่ยง

ขณะที่สถานการณ์ในตลาดการแข่งขันล่าสุด บริษัทนำเข้าสุรายักษ์ใหญ่หลายราย นอกเหนือจากที่จะมีการแข่งขันกันในเรื่องของการย้ายฐานการผลิต เพื่อสวมสิทธิเอฟทีเอแล้ว ยังมีการแข่งขันกันในตลาดสุราประเภทอีโคโนมี่อย่างหนัก ทั้งเรื่องของการเปลี่ยนปริมาตรบรรจุ เพื่อกำหนดราคารขายใหม่ รวมถึงการใช้กลยุทธ์ คิดสูตรการผลิตผสมใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษี โดยเฉพาะเรื่องของเหล้าขาวจาก ต่างประเทศเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการค้าที่เกิดขึ้น น.พ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวผ่านสยามธุรกิจว่า “สำหรับเรื่องของธุรกิจแล้วคงเป็นเรื่องที่จะกล่าวโทษหรือห้ามปรามขอร้องลำบาก เพราะผู้ประกอบการย่อมแสวงหากำไรทางธุรกิจ

แต่ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอัตราภาษีในกรอบการค้าเสรีคงต้องมีการเตรียมการเพื่อรองรับ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาจากภายในก็คือการเข้มข้นกับการบังคับใช้กฎหมาย ที่จะต้องมีการกำหนดกรอบและสร้างกลไกในการบังคับใช้ให้มากยิ่งขึ้น” น.พ.แท้จริง กล่าว

ขณะที่นักวิชาการทางด้านสังคมเปิดเผยว่า “ปัญหาสำคัญคือนักธุรกิจที่ไม่มีจริยธรรม ใช้ช่องของการค้าเสรีในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ การใช้กลยุทธ์ทางการตลาด ทั้งในเชิงของการปรับปรุงสูตรสุรา และการปรับปริมาตรการบรรจุ

แม้จะผ่านพ้นจากขั้นตอนของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมเป็นอย่างยิ่งของผู้ประกอบการ เพราะเป็นเรื่องที่เห็นแก่ประโยชน์ทางการค้ามากกว่าการคำนึงถึงผลเสียที่จะตามมาโดยเฉพาะสุขภาพของประชาชนชาวไทย เพราะเชื่อว่าหลังการค้าเสรีมีผลในปี 2553 แล้วจำนวนสุราต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และจะมีราคาถูกลง รวมถึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากช่องทางการย้ายฐานการผลิตมาอยู่ในประเทศกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ยังมีมาตรฐานต่ำในเรื่องของคุณภาพ และการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดแบบเอาเปรียบสังคม” แหล่งข่าวกล่าว