หน้าแรก > การตลาด > ข่าวการตลาด     
[ ฉบับที่ 903 ประจำวันที่ 11-6-2008  ถึง 13-6-2008 ]

เปิดแนวรบตลาดน้ำแร่ ‘ทิปโก้’ ส่งแบรนด์ใหม่

 

> หวังถล่มมิเนเร่ใน 3 ปี

ตลาดน้ำแร่ 2,000 ล้านเดือด “ทิปโก้” เปิดฉาก ถล่มมิเนเร่ ส่งอควอเร่ น้ำแร่แบรนด์ใหม่ อุดช่องโหว่ เสริมทัพออร่า หวังกวาดแชร์เพิ่ม ชูจุดขายทางด้านราคาเท่ากับมิเนเร่ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะที่ “เนสท์เล่” ปัดฝุ่นมิเนเร่ หลังหยุดทำตลาดนานกว่า 10 ปี รักษาบัลลังก์ผู้นำ ด้าน “สิงห์” เตรียมทำตลาดเชิงรุกกับน้ำแร่ไอโอ

จากการที่ตลาดน้ำแร่มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าตลาดน้ำดื่ม โดยมีอัตราการเติบโตราว 10% ขณะที่ตลาดน้ำดื่มคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพียง 4% เท่านั้น เนื่องจากผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญ และใส่ใจกับสุขภาพของตนเองมากขึ้น ประกอบกับตลาดดังกล่าวยังมีการแข่งขันที่ไม่รุนแรงมากนัก และมีผู้เล่นในตลาดเพียงไม่กี่ราย เนื่องจากตลาดน้ำแร่อยู่ในช่วงของการสร้างตลาด จึงต้องเน้นการเอ็ดดูเคต หรือให้ความรู้กับผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบถึงความแตกต่างระหว่างน้ำแร่กับน้ำดื่มว่ามีคุณประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร

ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดน้ำแร่จะยังมีสัดส่วนที่เล็กอยู่ เมื่อเทียบกับตลาดน้ำดื่ม โดยตลาดน้ำแร่ มีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาด น้ำดื่มมีมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาท แต่ก็จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการหลายรายต่างพยายามลงมาเล่นในตลาดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการ เปิดตัวน้ำแร่แบรนด์ใหม่ หรือการรีลอนช์แบรนด์ รวมไปถึงการทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น

ในส่วนของผู้นำตลาดน้ำแร่อย่างแบรนด์ มิเนเร่เอง ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ได้ทุ่มงบกว่า 90 ล้านบาท เพื่อรีลอนช์น้ำแร่มิเนเร่ใหม่ ด้วยการปรับภาพลักษณ์โลโก้ของขวดบรรจุภัณฑ์ใหม่ ให้อยู่ภายใต้แนวคิด “Let’s shower inside มอบความสะอาดใส ให้ข้างในตัวคุณ” และเพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย

ซึ่งเป็นผู้หญิงทำงานที่ให้ความสำคัญ และใส่ใจสุขภาพ รวมถึงต้องการดูแลภาพลักษณ์ของตนเองให้ดูดี ซึ่งถือเป็นการหันกลับมารุกตลาดเป็นครั้งแรกของมิเนเร่ในรอบ 10 ปี เนื่องจากตลาดน้ำแร่มีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง ประมาณ 10% และเพื่อเป็นการรักษาส่วนแบ่ง รวมถึงครองความเป็นผู้นำตลาดน้ำแร่อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทางเนสท์เล่ยังได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 30-50% เพื่อรองรับการเติบโตของน้ำแร่มิเนเร่ในปีนี้ ที่คาดว่าจะเติบโตกว่า 15% จากการทำตลาดเชิงรุก และจะทำให้ส่วนแบ่งของมิเนเร่เพิ่มขึ้นเป็น 65% ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งอยู่ 60% ทิ้งห่างจากออร่า ซึ่งรั้งตำแหน่งอันดับ 2 ของตลาดอยู่ ขณะที่น้ำดื่มเนสท์เล่ยังคงเป็นอันดับ 2 ของตลาด โดยมีส่วนแบ่ง 13% รองจากน้ำดื่มสิงห์ ที่มีส่วนแบ่งอยู่ 20% ตามมาด้วยคริสตัล 11% และน้ำทิพย์ 9% จากตลาดรวมน้ำดื่ม ที่มีมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาท

ส่วนกลยุทธ์การทำตลาดของน้ำแร่มิเนเร่ จะเน้นไลฟ์สไตล์ มาร์เก็ตติ้ง ควบคู่ไปกับการให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์จากการดื่มน้ำแร่ ซึ่งสามารถดื่มได้ทุกวัน ตลอดจนได้มีการขยายช่องทางจัดจำหน่ายไปยังออน พรีมิส ไม่ว่าจะเป็นฟิตเนส โรงภาพยนตร์ หรือแม้แต่ลานโบว์ลิ่ง เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

ขณะที่ทิปโก้ฟูดส์ ซึ่งเป็นเจ้าของตราสินค้าน้ำผลไม้ทิปโก้ และน้ำแร่ออร่า ก็เริ่มรุกตลาดดังกล่าวด้วยเช่นกัน หลังจากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้เน้นการทำตลาดเชิงรุกกับน้ำแร่ออร่า ทำให้ส่วนแบ่งของออร่าเพิ่มขึ้นเป็น 22% จากเดิม 14% เพราะทิปโก้มีเป้าหมายจะก้าวขึ้น เป็นผู้นำตลาดน้ำแร่แทนกลุ่มเนสท์เล่ภายใน 2-3 ปีข้างหน้านับจากนี้ ด้วยส่วนแบ่งกว่า 40%

ดังนั้น ทิปโก้ฟูดส์จึงได้เปิดตัวน้ำแร่แบรนด์ใหม่ คือ อควอเร่ หรือ Aquare ลงสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีก 1 แบรนด์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มน้ำแร่ของทิปโก้ โดยแบรนด์อควอเร่จะเข้ามาอุดช่องโหว่ทางด้านราคา และเพื่อให้มีราคาเท่ากับแบรนด์ผู้นำตลาดอย่างมิเนเร่ เนื่องจากน้ำแร่มิเนเร่มีราคาจำหน่ายเพียง 7 บาทเท่านั้น ขณะที่ออร่ามีราคาสูงกว่า โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 10 บาท

ทั้งนี้ ทางทิปโก้เตรียมที่จะเปิดตัวน้ำแร่อควอเร่อย่างเป็นทางการในอีกประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้า โดยน้ำแร่อควอเร่จะมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ แต่มีกำลังซื้อน้อย ขณะที่น้ำแร่ออร่าจะมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจหรือกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งจะมีกำลังซื้อมากกว่า ส่วนน้ำแร่ออร่าเอง ก็ได้มีการออกขนาดบรรจุภัณฑ์ใหม่ คือ ขนาด 6 ลิตร เพื่อเจาะกลุ่มผู้ที่ซื้อกลับไปดื่มที่บ้าน หรือเทกโฮมด้านสิงห์ คอร์ปอเรชั่น

ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำดื่มตราสิงห์ และน้ำแร่ไอโอ ก็จะให้ความสำคัญ และทำตลาดเชิงรุกกับกลุ่มน้ำแร่มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีความเคลื่อนไหวทางการตลาดมานัก เนื่องจากผู้บริโภคคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ประกอบกับทางสิงห์เองมีนโยบายจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของกลุ่มนอน แอลกอฮอล์เป็น 30-40% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 20% รวมถึงเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดน้ำดื่มของสิงห์

ซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ 20% จากตลาดรวมน้ำดื่มที่มีมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท โดยจะทำตลาดเชิงรุกกับน้ำแร่ไอโอมากขึ้นจากปี 2550 ที่ผ่านมา ไม่มีความเคลื่อนไหวทางการตลาด เมื่อเทียบกับน้ำดื่มสิงห์ เนื่องจากมองว่าตลาดน้ำแร่เป็นตลาดที่มีศักยภาพ และเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง