หน้าแรก > ธุรกิจขายตรง > ข่าวขายตรง     
[ ฉบับที่ 888 ประจำวันที่ 19-4-2008  ถึง 22-4-2008 ]

‘พิมพ์ชยา’ เปิดอีก 2 บริษัท

 

> ‘ท็อป ออฟ มายด์’อยู่หรือไป

หลังจากมีข่าวร้ายๆ มาตลอดกับการทำธุรกิจสไตล์หวือหวาที่มีตัวอย่าง ให้เห็นมาหลายกรณี ว่ามีโอกาสที่บริษัทจะเผชิญปัญหาได้ตลอดเวลาหากไม่สามารถจัดการผลประโยชน์หรือบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเข้ามาของบรรดาแม่ทีมที่ต่างก็มองไปที่ผลประโยชน์เป็นหลัก จึงมีโอกาสที่เป็นไปได้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะอยู่ต่อ หรือปิดกิจการ หรือเปลี่ยนแปลงจนเกิดผลกระทบต่อสมาชิก โดยเฉพาะสมาชิกระดับล่างที่ไม่เข้าใจกลไกการหาประโยชน์เต็มๆ เหมือนแม่ทีม ล่าสุด “สยามธุรกิจ” ตรวจสอบพบความเคลื่อน ไหวใหม่ของ “พิมพ์ชยา” ที่ดอดไปจดทะเบียนบริษัทใหม่ 2 บริษัทรวดเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบรายชื่อบริษัทจดทะเบียนใหม่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่ามกราคม ที่ผ่านมา พิมพ์ชยา วัฒนกุลโยธิน ได้ไปจดทะเบียนบริษัทใหม่ 2 ครั้งด้วยกัน โดยเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 ได้จดทะเบียน บริษัท เฮลธ ดี ดี จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 61 ล้าน บาทแจ้งประเภทธุรกิจว่าประกอบกิจการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริมสุขภาพ ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค ยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริมสุขภาพ มีนางสาวพิมพ์ชยาเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจลงนาม และเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2551 ได้ไปจดทะเบียนบริษัท ท็อป ออฟ มายด์ อินเตอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท

แจ้งประเภทธุรกิจว่าประกอบกิจการผลิตยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริมสุขภาพ ประกอบกิจการจำหน่ายขายส่งยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริมสุขภาพ ประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงตาม พ.ร.บ. พ.ศ.2545 มีนางสาวพิมพ์ชยาเป็น กรรมการและผู้มีอำนาจลงนาม

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวที่ไม่ค่อยดีนักเกี่ยวกับการทำธุรกิจของ “ท็อป ออฟ มายด์” เนื่องจากถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค ทั้งยังเคยถูกดำเนินคดีเนื่องจาก ทำธุรกิจโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต โดยทาง สคบ. ได้เรียกนางสาวพิมพ์ชยาไปชี้แจง ซึ่งให้การยอมรับว่าทำธุรกิจโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจริงจึงถูกดำเนินคดีไปตามขั้นตอน

นอกจากนี้ การที่เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจแบบหวือหวาจึงมีทั้งข่าวลือ ข่าวปล่อยออกมาเป็นระยะถึงการถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ต่างๆ นานา แม้กระทั่งการปล่อยข่าวว่าท็อป ออฟ มายด์ปิดกิจการไปก็มี จัดเป็นอีกบริษัทที่มีข่าวด้านลบออกมาค่อนข้างมาก เมื่อมีการไปจดทะเบียนบริษัทใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก 2 บริษัท จึงเป็นอีกจังหวะก้าวหนึ่งที่น่าจับตามองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทแห่งนี้หรือไม่

อนึ่ง บริษัท ท็อป ออฟ มายด์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 โดยผลประกอบการในปีแรกที่ได้แจ้ง กับทางสรรพากรระบุตัวเลขรายได้รวม 272,619.89 บาท ส่วนผลประกอบการในปี 2550 ที่เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวระบุว่ามียอดขายประมาณ 900 ล้านบาท