หน้าแรก > >      
[ ฉบับที่ 765 ประจำวันที่ 7-2-2007 ถึง 9-2-2007 ]

ผังเมืองหลวงของอเมริกา

 

เมื่อต้นเดือนมกราคม 2550 ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองกว่า 200 ปีของสหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้นำฝ่ายเสียงข้างมากจากเดโมแครต ก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่พลิกความคาดหมาย และเมื่อคำกล่าวสุนทรพจน์ต่อ Congress ของเธอจบลงด้วยคำว่า “...เรา (ทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน) จะทำงานร่วมกันในฐานะหุ้นส่วน มิใช่ในฐานะเพียงกรรมาธิการร่วม (as partners,not bipartisan) อีกต่อไป” เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องห้องประชุมใหญ่ภายในอาคารทรงกลมแบบ Rotunda ของ Capitol Hill อย่างยาวนาน หน้าแรกของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองสหรัฐอเมริกาสำหรับปี 2007 คงต้องบันทึกว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้นำที่มีบารมีในรัฐธรรมนูญและมีอำนาจในลำดับ 3 ของประเทศ ซึ่งจะเป็นรองก็แต่เพียงประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้นเป็นสุภาพสตรีที่ชื่อว่านาง Nancy Pelosi ส.ส.หลายสมัยวัย 66 ปีจากมลรัฐแคลิฟอร์เนียผู้มีบทบาทของ Democrat

เมื่อครั้งผู้เขียนทำหน้าที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ได้เคยมีโอกาสไปเยี่ยมชมอาคารรัฐสภาอันมหึมา และบรรดาห้องหับสำหรับการประชุมที่อยู่ภายในอาคารหลังที่ว่านี้ ซึ่งล้วนสร้างได้อย่างวิจิตรบรรจง มีภาพวาดสวยงามของเทวดาฝรั่งบนผนังเพดานโค้ง ลวดลายเสาหินก็ช่างอลังการใหญ่โตและโอ่โถงในศิลปะแบบบาร็อก (Baroque) ที่ยังคงมีกลิ่นอายของยุโรปปนอังกฤษอยู่ค่อนข้างมาก แม้ห้องน้ำก็ยังหรูหราเกินพรรณนา ฟังบรรยายพอได้ความรู้กลับมาบ้างว่า ตามผังเมืองหลวงของอเมริกา นั้น อาคารรัฐสภาหรือ Capitol Hill และทำเนียบขาวมีประวัติความเป็นมาว่า เมื่อบรรพชนคนอเมริกันได้ประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 แล้ว ก็ได้มีการสถาปนากรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลริมแม่น้ำโปโตแมคขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ เพื่อเป็นที่ตั้งที่ทำการของรัฐบาลกลาง (Federal Government) แต่เนื่องจากเมืองหลวงใหม่จำต้องใช้เวลาในการพัฒนา รัฐสภาจึงได้มีมติให้เมืองฟิลาเดลเฟียเป็นที่ตั้งเฉพาะกาลของที่ทำการรัฐบาลกลางไปพลาง เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1790 ถึง ค.ศ.1800 จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อจัดทำแผนผังสำหรับเมืองหลวงของประเทศ ประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงและความรู้ เช่น ตัวประธานาธิบดีเองคือนายพล Georges Washington นาย Alexander Hamilton รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นาย Pierre Charles L ‘ Enfant สถาปนิกผังเมืองชาวฝรั่งเศส ในความเป็นชาวฝรั่งเศสนั้นอองฟองท์จึงยึดแนวประเพณีความยิ่งใหญ่และความเป็นทางการแบบของกรุงปารีส ส่วนในความเป็นชนชั้นสูงหรือ aristocrat ของนายพลวอชิงตัน และนายแฮมิลตันก็มีวิสัยทัศน์ที่จะเห็นอนาคตอเมริกาเป็นชาติอุตสาหกรรม อันประกอบไปด้วยเมืองใหญ่น้อยต่างๆ และมีระบบการเมืองการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจอย่างมากไว้ที่รัฐบาลกลาง (อ้างอิงจากหนังสือฉบับ อ.สิทธิพร ภิรมย์รื่น , คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร “การวางแผนและผังชุมชนเมือง : ประสบการณ์ของสหรัฐอเมริกา”,2541)

อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าความคิดของอองฟองท์นั้น ได้ให้น้ำหนักความสำคัญเริ่มต้นของการวางผังเมืองหลวงอเมริกาไว้ที่อาคารรัฐสภา (Capital Building) และทำเนียบประธานาธิบดี หรือ President ‘s Palace ในชื่อเดิมก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น White House ในเวลาต่อมา เนื่องจากถูกทหารอังกฤษโจมตีและเผาทำลายในปี ค.ศ.1814 โดยอาคารทั้ง 2 ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ที่มีอยู่แต่เดิม สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำ Potomac โดยมีถนนตัดกันในแนวเส้นทแยงมุมและเชื่อมถึงกันแบบฝรั่งส่องกล้องจองถนน คือ ถนน Pennsylvania Avenue ถนนซึ่งเรามักจะเห็นในฉากอันยิ่งใหญ่ของภาพยนต์ที่มีขบวนรถประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาค่อยๆ เคลื่อนจากทำเนียบขาวไปยังอาคารรัฐสภา

Enfant ได้พัฒนาแผนผังการสร้างเมืองแบบที่มีรัศมีกระจายออกไปรอบอาคารใหญ่ทั้งสอง โดยมีรายละเอียดแผนผังการใช้ที่ดินที่ประกอบไปด้วย อาคารสาธารณะอื่นๆ มีพื้นที่โล่งหรือ Open space หรือ Plaza มีลานและพื้นที่สีเขียวขนาดมหึมา 2 แห่งทางด้านหลังของอาคารทั้งสองทอดยาวไปเชื่อมบรรจบกันที่ริมแม่น้ำโปโตแมคอีกทอดหนึ่ง ในส่วนของระบบถนนของแต่ละบริเวณที่อองฟองท์นำมาลงในผังเมืองนั้น ก็ใช้ระบบตารางย่อยแบบ Gridiron Street Pattern เพื่อวางงานลงไปในแต่ละส่วนของผัง

แต่อเมริกาในยุคสร้างชาติ ก็มิได้กระเป๋าหนักพออย่างที่อองฟองท์คิด ภารกิจการวางผังเมืองจึงถูกมอบหมายให้ Andrew Ellicot นายช่างใหญ่สำรวจหรือ Surveyor General of the United States เป็นผู้ดำเนินการแทนต่อมา โดยทำการปรับปรุงแก้ไขส่วนที่จำเป็นให้สมควรแก่ฐานานุรูปการเงินการคลังของประเทศ รูปแบบผังเมืองหลวงของอเมริกาอาจกล่าวได้โดยสรุปว่า ได้รับอิทธิพลทางความคิดและการออกแบบจากเมืองในยุโรป และถูกวางวิสัยทัศน์แต่ต้นให้เป็นเมืองหลวงที่มิใช่เมืองเพื่อการพาณิชกรรม มาถึงตรงนี้ก็ขอจบลงด้วยปรัชญาการเมืองที่ฌอง ฌาคส์ รุสโซ กล่าวว่า “Houses make a town , but citizens make a city” ควรจะแปลว่าอย่างไร ขอท่านทั้งหลายโปรดพิจารณาเอง

เกียรติฟ้า เลาหะพรสวรรค์