หน้าแรก > คมนาคม/ลอจิสติกส์ > Econ Square   
  [ ฉบับที่ 809 ประจำวันที่ 11-7-2007 ถึง 13-7-2007 ]

การขนส่งสินค้าทางน้ำและทางทะเลในประเทศไทย

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
เมื่อเปรียบเทียบระบบการขนส่งสินค้าทั้งหมด โดยทั่วๆ ไปแล้ว การขนส่งทางน้ำถือว่าประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด เนื่องจาก สามารถบรรทุกสินค้าในแต่ละเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งไม่ต้องติดปัญหาการจราจร หรือต้องลงทุนก่อสร้างเส้นทางคมนาคมขนส่งเหมือนอย่างเช่น การขนส่งทางถนน และการขนส่งทางราง ที่ต้องอาศัยงบประมาณในการลงทุนก่อสร้างเป็นเงินจำนวนมาก จะมีการลงทุนบ้างก็เพียงแต่ในเรื่องของท่าเรือและสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างเท่านั้น เพื่อที่จะช่วยให้การลำเลียงสินค้าขึ้นลงเรือเป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็ว

สำหรับประเทศไทยแล้วในเรื่องของการขนส่งทางน้ำสามารถแบ่งออกได้เป็น การขนส่งทางลำน้ำ หรือที่เรียกกันว่า “Inland Waterway”, การขนส่งทางทะเล, และการขนส่งชายฝั่ง

การขนส่งทางลำน้ำในประเทศไทย จะอาศัยแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำท่าจีน เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าทางลำน้ำเส้นทางหลัก โดยสินค้าที่ใช้การขนส่งทางแม่น้ำในแต่ละปีของประเทศไทย จะประกอบไปด้วยสินค้าจำพวก ดิน หิน และทรายประมาณปีละ 35 ถึง 36 ล้านตัน, น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณปีละ 15 ถึง 16 ล้านตัน, มันสำปะหลังประมาณปีละ 15 ถึง 16 ล้านตัน, ข้าวประมาณปีละ 9 ถึง 10 ล้านตัน, ปุ๋ยประมาณปีละ 7 ถึง 8 ล้านตัน, วัสดุก่อสร้างประมาณปีละ 7 ถึง 8 ล้านตัน, น้ำตาลประมาณปีละ 4 ถึง 5 ล้านตัน, และ ซีเมนต์ประมาณปีละ 4 ถึง 5 ล้านตัน สรุปโดยรวมๆ แล้วปีหนึ่งๆ ประเทศไทยมีการขนส่งทางลำน้ำประมาณปีละ 120 ล้านตัน

สำหรับเส้นทางขนส่งสินค้าทางลำน้ำในส่วนของแม่น้ำเจ้าพระยาจะครอบคลุมเส้นทางตั้งแต่จังหวัด นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง จนมาถึงจุดเชื่อมต่อกับแม่น้ำป่าสักที่พระนครศรี อยุธยา และต่อลงมาถึงจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี

ส่วนเส้นทางขนส่งสินค้าทางลำน้ำ สำหรับแม่น้ำป่าสักจะเป็นการขนส่งจากจังหวัดสระบุรีถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, แม่น้ำบางปะกงเป็นการขนส่งที่มีต้นทางและปลายทางภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา, แม่น้ำแม่กลองเป็นการขนส่งจากจังหวัดราชบุรี ถึงจังหวัดสมุทรสงคราม, และแม่น้ำท่าจีนเป็นการขนส่งจากจังหวัดสุพรรณบุรี ผ่านจังหวัดนครปฐม ถึงจังหวัดสมุทรสาคร

สำหรับการขนส่งทางทะเลในประเทศไทย จะเป็นการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยสินค้าที่ทำการขนส่งประกอบไปด้วยสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อใช้อุปโภคบริโภค และการอุตสาหกรรม และสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ โดยปีหนึ่งๆ ประเทศไทยมีการขนส่งสินค้านำเข้าทางทะเล ปีละประมาณ 100 ล้านตัน และขนส่งสินค้าส่งออกทางทะเล ปีละประมาณ 90 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 95 และ ร้อยละ 91 ของการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกทั้งหมดของประเทศ ตามลำดับ

ในปัจจุบันประเทศไทยมีท่าเรือทางทะเลอยู่ทั้งหมดประมาณ 122 ท่าเรือ ท่าเรือที่ใช้ในการนำเข้าและส่งออกที่สำคัญๆ ได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสงขลา ท่าเรือภูเก็ต ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือศรีราชาและท่าเรือสัตหีบ (โดยท่าเรือเหล่านี้เป็นท่าเรือของรัฐเพียง 7 แห่งได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือสงขลา ท่าเรือภูเก็ต ท่าเรือเชียงแสนและท่าเรือเชียงของ) ในจำนวนนี้ท่าเรือคอนเทนเนอร์ที่สำคัญของประเทศไทยได้แก่ท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพ ส่วนท่าเรือที่ใช้ในการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าเทกองสำคัญๆ ได้แก่ ท่าเรือศรีราชา และท่าเรืออุตสาหกรรมสำหรับนำเข้าและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหนัก ปิโตรเลียม หรือ ปุ๋ย ได้แก่ ท่าเรือมาบตาพุด

สำหรับการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์พบว่า ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ขาเข้าจะมีสัดส่วนการใช้ท่าเรือแหลมฉบังมากที่สุดคิดเป็น 69 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณสินค้าทั้งหมดที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ รองลงมาเป็นท่าเรือกรุงเทพ 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปริมาณตู้คอนเทน เนอร์ขาออกจะมีสัดส่วนการใช้ท่าเรือแหลมฉบังมากที่สุดเช่นเดียวกัน คิดเป็น 66 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณสินค้าส่งออกทั้งหมดที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ รองลงมาก็เป็นท่าเรือกรุงเทพเช่นเดียวกัน ซึ่งมีปริมาณคิดเป็น 26 เปอร์เซ็นต์

สุดท้ายการขนส่งชายฝั่ง พบว่าประเทศไทยมีการขนส่งชายฝั่งค่อนข้างมากในฝั่งอ่าวไทย ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดที่มีบริเวณพื้นที่ติดทะเล ส่วนฝั่งอันดามันจะมีเพียงการขนส่งระหว่างจังหวัด กระบี่และภูเก็ตเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การขนส่งทางชายฝั่งยังมีปริมาณไม่มากเท่าที่ควร โดยมีปริมาณขนส่งเพียงปีละประมาณ 21 ถึง 22 ล้านตันเท่านั้น ส่วนมากจะเป็นสินค้าจำพวก น้ำมันเชื้อเพลิง โลหะก่อสร้าง สารเคมี ยางพาราและผลผลิตทางการประมงอื่นๆ การใช้ประโยชน์ในลักษณะการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ หรือการขนส่งแบบ Ro-Ro (Roll on-Roll off) ยังมีปริมาณการขนส่งไม่มากนัก และยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com