หน้าแรก > ธุรกิจขายตรง > lead   
  [ ฉบับที่ 1378 ประจำวันที่ 16-2-2013  ถึง 19-2-2013 ]

TDNA เอาจริง! ตั้ง ‘กรมขายตรง’ ‘นิโรธ-พิศิษฐ์’ ออกโรงลุยเอง รื้อแก้ ก.ม. เหตุ สคบ.แบกภาระหนัก

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA นำโดย “นิโรธ เจริญประกอบ” นายกสมาคมฯ ออกโรงเสนอรื้อกฎหมายขายตรง ตั้ง สนง.เทียบเท่า กรมขึ้นมาดูแลโดยตรง เหตุใช้มา 11 ปี แต่ด้อยประสิทธิภาพจัดการขายตรงธุรกิจใหญ่ระดับแสนล้าน ผนวกกับ สคบ. คนน้อย เงินน้อย ไม่พอดูแล เผยที่ผ่าน มากฎหมายล้าสมัยตั้งแต่ประกาศใช้วันแรก แค่นิยามขายตรง ยังไม่ทันยุค เสนอตั้งกองทุนช่วยผู้เสียหาย แนะควร แยกธุรกิจตลาดแบบตรงขาดจากกัน ซ้ำปี 58 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เปิดเต็มรูปแบบขายตรงต่างชาติไหลบ่า เข้ามา สคบ.เอาไม่อยู่แน่ ชี้ข้อมูลล่าสุด จาก สคบ. 10 ปี ผ่านมาการจดทะเบียน แล้ว 885 ราย สมาคมธุรกิจเครือข่ายฯ เก็บข้อมูลเชิงลึก พบยังทำธุรกิจอยู่กว่า 450 ราย แม้จะมีการรายงานตัวเพียง 180 บริษัท

กฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบ ตรง พ.ศ.2545 ซึ่งนับถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 11 ปีที่มีการใช้ แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน กฎหมายฉบับนี้ก็ดูไม่ต่างจาก ของหมดอายุด้อยประสิทธิภาพที่จะนำมาใช้ควบคุมธุรกิจแสนล้านนี้ได้ และยิ่งในปี 2558 ที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กลุ่มทุนจากทั่วสารทิศจะไหลบ่าเข้า มาในประเทศด้วยแล้ว ก็ดูจะมีแต่ปัญหา หาก กฎหมายขายตรงยังไม่มีการแก้ไขให้ดีขึ้น “นิโรธ เจริญประกอบ” อดีตเลขาธิการ สคบ. จึงทำการผลักดันสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA ขึ้น เพื่อเดินหน้าเปลี่ยนแปลงกฎหมายขายตรง เพื่อยกระดับธุรกิจ

นายนิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบันนั่งเป็นนายกสมาคมธุรกิจเครือข่าย ขายตรงไทย เปิดเผยว่า กฎหมายขายตรง หรือพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรงพ.ศ.2545 ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2545 ถึงวันนี้เกือบ 11 ปีเต็ม พบว่า ยังมี ปัญหาในการบังคับใช้ค่อนข้างมาก เนื่อง จากตัวกฎหมายที่ล้าสมัย ยังไม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ตามเจตนารมณ์ของ กฎหมาย โดยที่มีหลายมาตราไม่สอดคล้อง กับธุรกิจที่พัฒนาไปไกลกว่ากฎหมาย เช่น นิยามคำว่าขายตรงไม่ครอบคลุมการทำธุรกิจ

จากที่กล่าวมา จึงได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันในสมาคม และเสนอให้มีการรณรงค์ แก้กฎหมายครั้งใหญ่ รวมทั้งเสนอให้มีการ ตั้งสำนักงานเทียบเท่ากรมเพื่อกำกับดูแลธุรกิจขายตรงเป็นการเฉพาะประเด็นสำคัญที่คนวงการขายตรงจำเป็นต้องร่วมกันผลักดัน เช่น บทนิยาม คำว่า ขายตรงในตัวพระราชบัญญัติขาย ตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มีความ หมายแคบไป ซึ่งไม่ครอบคลุมลักษณะของ ธุรกิจขายตรงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะที่เป็นธุรกิจเครือข่ายในสัดส่วนที่มากขึ้น ดังนั้น ควรที่จะเพิ่มให้ครอบคลุมความหมาย ตามความเป็นจริงไปถึงธุรกิจ เครือข่ายด้วย

อีกประเด็นที่สำคัญและเป็นปัญหาการบังคับใช้มาตลอด ตามกฎหมายเดิม ปี 2545 ธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง รวมไว้ในฉบับเดียวกัน เสนอให้แยกเป็นธุรกิจขายตรงและเครือข่ายไว้ฉบับหนึ่ง และ ธุรกิจตลาดแบบตรงไว้อีกฉบับต่างหาก

ในส่วนการคุ้มครองผู้บริโภคควรที่จะมีการบัญญัติ ให้มีการจัดตั้งกองทุนของ ธุรกิจขายตรง และมีการตั้งคณะกรรมการ กองทุนเพื่อมาบริหารจัดการ ในกรณีที่บริษัทขายตรงกระทำผิดทำให้ผู้บริโภคหรือ นักธุรกิจอิสระเสียหาย ก็จะสามารถใช้เงิน กองทุนมาชดใช้เยียวยาได้ โดยให้มีการจัดเก็บเงินกองทุนตามรายได้ผลประกอบ การของแต่ละบริษัทเป็นเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดี ควรแก้กฎหมายกำหนด ให้มีการขึ้นทะเบียนนักธุรกิจอิสระ ให้หน่วย งานราชการที่ควบคุมและกำกับดูแลเป็น ผู้พิจารณาการรับรองและออกบัตร ประจำตัวให้กับนักธุรกิจอิสระสุดท้ายที่เป็นประเด็นใหญ่และมีผล ต่ออนาคตของธุรกิจนี้จึงควรแก้ไขกฎหมาย กำหนดให้มีหน่วยงานราชการเฉพาะซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากรม เป็นผู้ควบคุมกำกับ ดูแลและรับรองการประกอบธุรกิจขายตรงแทน สคบ.เนื่องจากปัจจุบันขายตรงเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มูลค่าร่วมแสนล้านบาท/ปี เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยจำนวนมหาศาล มีผู้เกี่ยวข้องทั้งการบริโภค และ การประกอบเป็นอาชีพทั่วประเทศกว่า 10 ล้านคน โดยล่าสุด ข้อมูลการจดทะเบียน ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง ตั้งแต่ปี 2545- 30 พฤศจิกายน 2555 มีผู้ได้รับการจดทะเบียน ให้ประกอบธุรกิจขายตรงไปแล้ว 885 ราย

“นิโรธ” ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวน ผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นทุกปี รวมทั้งมูลค่า ตลาดจำนวนมหาศาล และคนที่เกี่ยวข้อง กับการขายตรงมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน ยังไม่รวมว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกำลังจะเกิดขึ้นเต็มรูปแบบในปี 2558 นี้ ซึ่ง จะทำให้ทุนใหม่ๆ ด้านธุรกิจขายตรงจากต่างชาติจะไหลทะลักเข้ามากขึ้น ขนาดธุรกิจและการเกี่ยวข้องของผู้สนใจธุรกิจนี้ ก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ สคบ.รับภาระหนักมากขึ้น โดยที่ปัจจุบันก็แบกภาระด้านนี้มากเกินกำลังอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา สคบ.ก็พยายามที่จะทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็สามารถ กำกับดูแลได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นหากสามารถตั้งสำนักงานดูแล ขายตรงเป็นการเฉพาะก็จะเป็นประโยชน์ อย่างมากต่อสังคมไทย

นิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA เปิดเผยว่า ในช่วงที่ตนนั่งในตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. ก่อนที่จะลาออกก่อนเกษียณอายุ ตนมองเห็นปัญหาหลายๆ อย่างของวงการขายตรง ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน รวมถึงสื่อ ที่ยังมองธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจ แอบแฝง และโยงธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่

“จากสิ่งที่กล่าวมานี้เอง ทำให้ตนมีความพยายามที่จะค้นคว้าว่าทำไมจึงเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ทั้งๆ ที่ขายตรงก็เป็นธุรกิจที่ดี ที่ช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้คนในสังคม จนพบว่า มีบางบริษัทแอบแฝงเข้ามาใช้ช่องทางการดำเนินธุรกิจรูปแบบขายตรง เปลี่ยนเป็นกลโกงระดมทุนหลอกลวงผู้บริโภคซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เมื่อทำไปสักพักก็ปิดตัวบริษัทลง กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐตามไม่ทัน” นิโรธ กล่าว

สิ่งที่เกิดขึ้น รัฐไม่สามารถดำเนินการ เอาผิดได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากข้อจำกัด หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลัง เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกฎหมายที่ดูจะเก่า เกินไปสำหรับการบังคับใช้กับธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน ซึ่งตัวกฎหมายเก่าที่ใช้เป็น พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงที่ใช้มา ตั้งแต่ปี 2545 นับเวลาก็ร่วม 11 ปีมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ขายตรงถูกมองเป็นธุรกิจสีเทากลบภาพของธุรกิจน้ำดี

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ต้องมีการ ตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยขึ้น โดยวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เป็นที่ยอมรับของ ผู้คนในทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม “เรื่องกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญที่สมาคมฯ ต้องการให้มีการแก้กฎขึ้นใหม่ โดยในช่วงที่ตนนั่งเป็นเลขาธิการ สคบ. อยู่นั้น ตนได้ยื่นร่างให้กับรัฐบาลชุดก่อนไปแล้ว ว่าต้องแก้กฎหมายใน พ.ร.บ.ขายตรงปี 45 โดยมีหลักๆ ที่ต้องแก้อยู่ 5 ข้อ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลบริหารประเทศ ทำให้เรื่องการแก้กฎหมายต้องหยุดชะงัก จนเมื่อตนลาออกจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว หันมาเป็นภาคธุรกิจ ยิ่งทำให้เห็นว่า 5 ข้อ ที่จะแก้ไขในเบื้องต้นไม่น่าจะพอ แต่ต้องมี การแก้ไขกฎหมายหลักๆ ถึง 11 ข้อเลย ทีเดียว” นายกสมาคมใหม่ เผยเหตุผลหลักที่มีการก่อตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยขึ้น ก็เพื่อยกระดับวงการธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย โดยสิ่งแรกที่สมาคมต้องการผลักดันและเร่งทำคือ เรื่องของการแก้กฎหมายขายตรง เพื่อขจัดบริษัทแอบแฝงและไม่ดีออก จากระบบธุรกิจ โดยในช่วงที่ผ่านมา สคบ.ได้มีการแจ้งไปยังบริษัทขายตรงที่มีการจดทะเบียน ถึง 885 บริษัท ให้เข้ามารายงานตัวว่ายังทำธุรกิจอยู่หรือเลิกกิจการไปแล้ว แต่ที่ผ่านมาหลังจากแจ้งไปครั้งแรก มีเพียง 180 บริษัทเท่านั้นที่เข้ามารายงานตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด เพราะเป็นไปไม่ได้เลยว่าจาก ตัวเลขกว่า 800 บริษัทที่จดทะเบียนทำขาย ตรง จะเข้ามารายงานตัวเพียง 180 บริษัท แล้วที่เหลืออยู่ไหน ทำอะไรอยู่ และทราบ เรื่องการเข้ารายงานตัวหรือไม่

“พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง ปี 45 ไม่สามารถควบคุมธุรกิจขายตรงในปัจจุบันได้ เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไข เพื่อยกระดับธุรกิจขายตรงไทย อีกทั้งต้องเร็วทันต่อเหตุการณ์ ซึ่ง สคบ. มีกำลังคนไม่พอ ซึ่งต่อไปในอนาคตอาจต้องมีการตั้งกรมขายตรง หรือหน่วยงาน อะไรเข้ามาดูธุรกิจขายตรงอย่างเป็นเรื่อง เป็นราวเสียที” นิโรธ ย้ำต้องแก้กฎหมายขายตรง ทั้งนี้ การแก้กฎหมายขายตรงไทยนั้น ต้องมีการร่วมมือกับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมขายตรงที่มีอยู่ก่อน 3 สมาคม รวมถึงบริษัทขายตรงต่างๆ และภาครัฐ ซึ่งในอนาคตอาจต้องมีดึงมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาร่วมทำวิจัยหาข้อมูล เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง อย่างมากที่สุด เพื่อนำมาอ้างอิงให้เกิดความชัดเจน นำมาซึ่งการแก้กฎหมายขาย ตรงให้เร็วที่สุด

TDNA เอาจริง ไม่สร้างภาพ! ด้าน พิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการจดทะเบียนเปิดบริษัท ขายตรงแล้วถึง 885 ราย ซึ่ง สคบ.เป็นหน่วยงานที่เข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ ซึ่งมีงบในแต่ละปีอยู่ที่ 300 ล้านบาท แต่ดูแลธุรกิจต่างๆ มากมาย และยิ่งเมื่อมีการ เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นเมื่อไหร่ ก็ยิ่งทำให้เป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปดูแลวงการธุรกิจ

“ซึ่งในอนาคตกลุ่มทุนอาเซียนที่กำลัง จะเข้ามา ก็ยิ่งอาจทำให้เกิดปัญหามากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน สคบ. ก็ยังไม่สามารถดูแลกลุ่ม ธุรกิจขายตรงที่มีอยู่อย่างทั่วถึง และในอนาคตก็จะมีกลุ่มทุนอาเซียนเข้ามา นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการแก้กฎหมายขายตรง ที่ใช้อยู่ เพื่อทำให้ธุรกิจขายตรงถูกยกระดับ ขึ้น” พิศิษฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา ทาง สคบ. ก็ได้มีการเซ็นสัญญา MOU เพื่อประสานความร่วมมือกับอีก 4 หน่วยงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐทั้งสิ้น แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีอะไรที่จะทำให้ธุรกิจถูกยกระดับ อย่างเป็นรูปธรรม

“โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้เกิดประเด็นที่ต้องเร่งแก้กฎหมายขายตรงอย่างจริงจังเสียที นี่คือ สิ่งที่สมาคมธุรกิจ เครือข่ายขายตรงพยายามที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น โดยที่ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพ เพื่อให้มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าว ซึ่งวิธีการทุกอย่าง ทางสมาคมฯ ได้คิด และพร้อมที่ จะทำตามลำดับขั้นตอนแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถพูดในรายละเอียดได้ ซึ่งต้องรอ เวลาที่เหมาะสมในการทำงานอย่างจริงจัง ต่อไป” เลขาธิการสมาคมฯ กล่าวย้ำ

ในประเด็นนี้ พิศิษฐ์ ยังกล่าวต่อไปว่า “เรื่องของกฎหมายขายตรงจะต้องมีการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรืออาจต้องมีการตั้ง “กรมขายตรง” ขึ้น เพราะทุกวันนี้ขายตรงเหมือนถูกฝากเลี้ยง อยู่กับ สคบ. ซึ่งมีกำลังคนในการดูแลอยู่เพียง 6 คน มีงบรายปีที่ 300 ล้านบาท แต่งบส่วนนี้ สคบ.ก็ใช้ในทุกเรื่อง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะพอสำหรับธุรกิจขายตรงที่มีเกือบ 900 บริษัท”

อย่างไรก็ตาม เรื่องของการแก้กฎหมายที่ผ่านมา 3 สมาคมที่มีอยู่ก่อนในวงการขายตรง ก็พยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน และไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรม สมาคมธุรกิจเครือข่าย ขายตรงไทย จึงต้องการที่จะทำในเรื่องนี้ อย่างชัดเจน และจริงจังให้มีการแก้กฎหมาย ให้สำเร็จในเร็ววัน ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA เกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์เพื่อ ยกระดับวงการขายตรงไทย โดยมี นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการ สคบ. เป็น นายกสมาคมฯ, ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ประธานกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อีซี่ ฟาร์แมกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นอุปนายกสมาคมคนที่ 1, ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นอุปนายกคนที่ 2, พิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นเลขาธิการสมาคมฯ, น.ส.ประกายลักษณ์ วรรณภิรมย์ ผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นประชาสัมพันธ์สมาคมฯ, สราวุธ วัฒนศิริ รองกรรมการบริหาร บริษัท เอช แอนด์ แอล โกลบอล จำกัด เป็นเหรัญญิกสมาคมฯ, น.ส.อโนมา สังขศิลา กรรมการ บริษัท บี เฟิร์ส ซิสเต็ม เน็ตเวิร์ค จำกัด เป็นนายทะเบียนสมาคม และพิสิษฐ์ เดชวรรณพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เวิลด์โปร (ประเทศไทย) จำกัด เป็นปฏิคมสมาคมฯ

 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com