หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก   
  [ ฉบับที่ 1356 ประจำวันที่ 28-11-2012  ถึง 30-11-2012 ]

การเมือง..เรื่องข้าว!เหยื่อที่แท้คือ ชาวนา

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
พลันที่พรรคเพื่อไทยหยิบเอาโครงการรับจำนำข้าวที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยในอดีตกลายเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงตัวช่วย ที่ทำให้เพื่อไทยกำชัยชนะทิ้งห่างพรรคแม่พระธรณีบีบมวยผมมาอย่างสบายๆ และเดินหน้าอย่างจริงจังในยุค รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โครงการนี้จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษจากสื่อมวลชนและนักวิชาการ เพราะไม่เพียงจะเป็นโครงการกลุ่มประชานิยม ที่ “โดนใจ” ชาวนาอย่างจังแล้ว ยังโดดเด่นด้วยราคารับจำนำที่ดันราคาขึ้นไปสูงถึง 15,000 บาทต่อตัน ในกรณีของข้าวขาว 5% และ 20,000 บาทต่อตันในกรณีของข้าวหอมมะลิ ทิ้งห่างราคาประกันของรัฐบาลประชาธิปัตย์ถึง 4,000-5,000 บาท

ข้าวเป็น “สินค้าการเมือง” ไม่ต่างจาก “น้ำมัน” ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อเอาใจฐานเสียงขนาดมหึมาในทุกยุค รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า ไม่เว้นแม้แต่พรรคเพื่อไทยที่เป็นรายล่าสุด

ผลจากปริมาณข้าวที่ล้นตลาดกลายเป็นแรงกดดันทำให้ราคาข้าวตก ต่ำ ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นประชากร ส่วน ใหญ่ของประเทศเดือดร้อน รัฐบาลที่ผ่านมาจึงออกมาตรการแทรกแซงราคาข้าว โดยเปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อจูงใจให้ชาวนาชะลอการขายข้าวในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว และเพื่อลดปริมาณข้าวออกสู่ตลาด โดยมีเป้าหมายหลักคือ รักษาเสถียรภาพ ราคาข้าวในประเทศไม่ให้ตกต่ำ

ก่อนที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดย การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาบริหารประเทศหลังจากการชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเมื่อกุมภาพันธ์ 2544 นโยบายรับจำนำข้าวมีหลักการที่สำคัญคือ รัฐบาลจะรับจำนำข้าวเปลือกจากเกษตรกรในจำนวนจำกัด หรือในปริมาณ ไม่มาก และจะประกาศราคาเป้าหมายหรือราคาในการรับจำนำใกล้เคียงกับราคาตลาดหรือต่ำกว่าเล็กน้อยเท่านั้น และจะได้รับเงินกู้ยืมหรือสินเชื่อไม่เกินร้อยละ 80%

หากแต่ในยุคของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ประกาศจะรับจำนำข้าวในราคาตันละ 15,000 บาทและข้าวหอมมะลิตันละ 20,000 บาท ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์และยังคงยึดแนวคิดเดิม ของพรรคไทยรักไทยที่สร้างต้นแบบประชานิยมไว้คือ “กำหนดราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด”

แนวคิดดังกล่าวนี้ได้รับการคัดค้านจากนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก เพราะมองว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดทำ ให้ราคาข้าวไม่สะท้อนความเป็นจริงและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงการผลิตที่อาจมีประสิทธิภาพลดลง

นอกจากนั้น รัฐบาลยังต้องใช้ เงินจำนวนมหาศาลเพื่อแทรกแซงราคายิ่งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด เกษตรกรก็จะยิ่งไม่ไถ่ถอนข้าว ทิ้ง จำนำให้รัฐบาลเก็บข้าวไว้ขายเอง แต่รัฐบาลรับจำนำหรือซื้อมาในราคาแพงกว่าราคาตลาด หากระบายข้าวขายออก ก็เจอปัญหาการขาดทุน ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ตกอยู่กับหน่วยงานของรัฐและธนาคารของรัฐที่รับผิดชอบโครงการรับจำนำ เช่น ธ.ก.ส. ซึ่งในที่สุดความเสียหายที่เกิดขึ้นรัฐบาลก็ต้องชดใช้ นั่นก็คือ การนำเงินภาษีประชาชนมาแบกรับความเสียหายที่เกิดจากนโยบายประชานิยม!

ในการประชุมวุฒิสภาสมัยสามัญ (นัดพิเศษ) เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา บรรดาส.ว.ได้อภิปรายถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล งบประมาณ 4.05 แสนล้านบาท โดยพบว่ามีความไม่โปร่งใส มี ข้อเสีย 4 ประการ ได้แก่ 1.โครงการไม่ได้ช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่ที่ควรจะช่วยเหลือมากที่สุด แต่โครงการรับจำนำ ข้าวนั้นกลับสร้างประโยชน์กับชาวนาภาคกลาง ที่มีฐานะร่ำรวย 2.พบความไม่โปร่งใสในกระบวน การขายข้าวในโครงการรับจำนำที่ไม่ได้รับการเปิดเผยปริมาณขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ 3.ความสามารถของการขายข้าว โดยกระทรวงพาณิชย์ ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และ 4.การไม่ทำบัญชีกำไรขาดทุนให้ชัดเจนจนทำให้ทีดีอาร์ไอออกมาประเมิน ว่าภายใน 4 ปี หากรัฐบาลทำโครงการ ดังกล่าวจะก่อหนี้ถึง 8 แสนล้านบาท หากรัฐบาลยังทำต่อไปอาจเกิดความเสี่ยงอย่างยิ่ง

การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 25-28 พ.ย.นี้ “ไฮไลต์” สำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจนำไปเชือดเฉือนให้เห็นการทุจริตในการดำเนินนโยบายของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ก็คือเรื่องของโครงการรับจำนำข้าว ที่ถูกตีตราว่าทุจริตทุกขั้นตอน โดยจะมีการเปิดข้อมูลตีแสกหน้าว่า มีการใช้งบประมาณแผ่นดินไป แล้วเฉียด 3 แสนล้านบาท แต่เงินกลับไม่ได้ถึงมือชาวนาอย่างที่เคยหาเสียงไว้ สุดท้ายไปตกหล่นที่ “หน้าตัก” ของบรรดานายหน้า พรรคพวก โรงสี โกดัง เซอร์เวเยอร์ และนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็มีคำตอบ ออกมาจากฝั่งรัฐบาลด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า โครงการรับจำนำข้าวที่เป็นห่วงกัน และเชื่อกันว่านโยบาย “ประกันรายได้ไม่ขาดทุน” ส่วนการจำนำข้าวขาดทุนนั้น หากดูข้อมูลแล้วการประกันรายได้คือ การสัญญาว่า หากเกษตรกรขายข้าวได้น้อยกว่าการประกัน ผู้ที่จะช่วยชดเชยในส่วนนั้นคือรัฐบาล ซึ่งก็เอาเงินมาจากงบประมาณ โดยปี 2552-2553 ใช้เงินกว่า 60,000 ล้านบาท ปี 2553-2554 ใช้ 71,000 ล้านบาท รวม กันก็มากกว่า 130,000 ล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลก็จัดสรรงบมาแก้ปัญหาตรงนี้ 90,000 ล้านบาท และยังคงเหลืออีก 40,000 ล้านบาทที่ตั้งใจจะสานต่อ และเพื่อให้ชีวิตของชาวนาดีขึ้นจึงรับจำนำข้าวที่ราคา 15,000 บาทต่อตัน วันนี้จึงมีบทสรุปที่พูดคุยกันในหมู่คนจน ชาวนา รวมทั้งนักวิชาการ บางส่วนว่า ถ้าจำนำข้าวคือการแจก เงินแล้ว และที่ไปแจกเช็ค 2,000 บาท โดยประชาชนไม่ได้ทำอะไรมาแลกเลยนี่ จะเรียกว่าไม่ใช่ประชานิยมได้หรือไม่ ..ใครรู้ช่วยตอบที
 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com