หน้าแรก > การเมือง > ข่าวการเมือง   
  [ ฉบับที่ 1353 ประจำวันที่ 17-1-2013  ถึง 20-1-2013 ]

ส่องบทบาทนิติบัญญัติอำนาจสภาเพื่อมหาชน

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
รัฐสภาเป็นหนึ่งใน 3 ฐานอำนาจในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันประกอบไปด้วย อำนาจบริหาร อำนาจนิติ บัญญัติ และอำนาจตุลาการ..

โดยอำนาจนิติบัญญัติเป็นสถาบันทางการเมืองการปกครอง โดยทั่วไปย่อมสถาปนาขึ้นในรูปแบบสภาที่เรียกว่า รัฐสภา

รัฐสภาถือได้ว่าเป็นสถาบันการเมืองที่มีความ สำคัญอย่างยิ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพราะเป็นสถาบันตัวแทนประชาชน มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน เพื่อศึกษาอภิปรายประเด็นปัญหาเสนอแนะหนทางแก้ไขตรากฎหมายเพื่อใช้บังคับในสังคม พิจารณาอนุมัติ ตั้งงบประมาณ ติดตาม ควบคุมและตรวจสอบการ ทำหน้าที่ของรัฐบาล ฯลฯ รวมถึงการตรวจสอบถอด ถอน หากปรากฏหรือส่อว่ามีการใช้อำนาจรัฐไปในทางทุจริตหรือผิดกฎหมาย แต่ปัจจุบันรัฐสภาถูกมองว่าไม่มีบทบาทในการทำงานเท่าที่ควร

ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวในงานสัมมนาของสถาบันพระปกเกล้าถึงหน้าที่ของ ส.ส. ว่ามีหน้าที่หลักที่ประกอบไปด้วยการทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติในสภา, การควบคุม ถ่วงดุลฝ่ายบริหารและการดูแลทุกข์สุขของประชาชน ในพื้นที่ โดยเฉพาะ ส.ส. ในระบบแบ่งเขต

“เวลาทำหน้าที่จริงๆ ต้องเห็นใจ โดยเฉพาะ ส.ส.เขต การดูแลทุกข์สุขประชาชนต้องมาเป็นอันดับหนึ่งก่อน ทั้งนี้พบว่าปัญหาของการทำงานใน รัฐสภาของ ส.ส. ในระบบแบ่งเขตนั้น ก็เกิดมาจาก เรื่อง “เวลา” และ “หน้าที่” ที่ซ้อนทับกันนี้ ทั้งๆ ที่มีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานปกครองต่างๆ ของรัฐ อยู่แล้ว แต่ในท้ายที่สุดเมื่อ เกิดปัญหาในพื้นที่ ส.ส.เขตกลับต้องแบกภาระเรื่อง การร้องเรียน, ประสานงาน และการกระตุ้นให้เกิด การแก้ปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่ง ส.ส. จำเป็น จะต้องลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอหากอยากที่จะได้รับเลือกในสมัยต่อไป

ปัญหาดังกล่าวหาใช่เกิดขึ้นแค่ประเทศไทยเท่านั้น ในหลายประเทศในโลกที่ใช้ระบบรัฐสภา ตัว ส.ส. เองก็จะมีงานหลักในการดูแลในเขตเลือกตั้งที่ตนเองได้รับเลือกมา และ ส.ส. ในต่างประเทศบางส่วนมักจะให้ผู้ช่วยของตนฝังตัวอยู่ในพื้นที่มาก กว่าที่จะนำมาที่สภาด้วยซ้ำ หากยังหวังผลที่จะได้รับเลือกในครั้งต่อไป

“ผมเคยมีเพื่อนที่เป็น ส.ส. เด่น เข้าประชุมครบ ลงมติในสภาครบทุกครั้ง แต่สมัยต่อมา กลับไม่ได้รับเลือกเพราะเขาไม่ได้ลงพื้นที่...ในความเป็นจริงมันเป็นแบบนั้น”

กลไกเครื่องมือของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภานั้น ประกอบไปด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในส่วนที่ 9 เรื่อง การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ มาตรา 156 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถาม รัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหน้าที่ได้ แต่รัฐมนตรีย่อม มีสิทธิที่จะไม่ตอบเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่า เรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน

มาตรา 157 การบริหารราชการแผ่นดินเรื่องใดที่เป็นปัญหาสำคัญที่อยู่ในความสนใจ ของประชาชน เป็นเรื่องที่กระทบถึงประโยชน์ของประเทศ ชาติหรือประชาชน หรือที่เป็นเรื่องเร่งด่วน สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรอาจแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน เริ่มประชุมในวันนั้นว่าจะถามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ในการบริหารราชการแผ่นดินเรื่องนั้น โดยไม่ต้อง ระบุคำถาม และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุ เรื่องดังกล่าวไว้ในวาระการประชุมวันนั้น

มาตรา 158 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี มาตรา 159 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในหกของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าเราต้องไล่หลักการให้ชัดเจน เรื่องแรก นั้นก็คือ การตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งถือเป็นงานหลักอยู่แล้ว ซึ่งหากพูดในความจริงแล้ว หัวหน้าพรรคการเมืองก็คือ ฝ่ายบริหารและถามว่า ส.ส. จะตรวจสอบหัวหน้าพรรคการเมืองของตนนั้นจะทำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน

เรื่องใหญ่ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงในเรื่องการ ตรวจสอบนั้นยังมีอีกคือ การตรวจสอบฝ่ายข้าราชการประจำ รวมทั้งกองทัพ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ จะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่และตรวจสอบอย่างไร เพราะว่าเวลาเอาเข้าจริงแล้วก็เป็นแค่การตรวจสอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่จะตรวจ สอบผู้บัญชาการกองทัพบกได้หรือไม่ หรือการตรวจสอบรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ จะสามารถตรวจ สอบปลัดกระทรวงต่างๆ ได้หรือไม่ หรือจะตรวจสอบฝ่ายตุลาการ และแม้กระทั่งจะตรวจสอบองค์กรอิสระหรือภาคประชาชนได้หรือไม่ ซึ่ง ศ.ดร. นครินทร์ เห็นว่าประเทศไทยมักจะไม่มองเรื่องนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเลย

“รัฐสภาจะตรวจสอบฝ่ายศาลและตุลาการ รึเปล่า อ่าว ท่านบอกท่านส่ายหน้า ไม่เอาแล้ว ท่านจะเรียกผู้พิพากษามาให้การต่อสภาหรือไม่ จะตรวจสอบภาคประชาชนไหมครับ..ถ้าหากรัฐสภาสามารถตรวจสอบองค์กรต่างๆ ดังที่ยกตัว อย่างไปได้หมด รัฐสภาก็จะมีอำนาจสูงที่สุด แต่ปัญหาคือสังคมการเมืองไทยใช่หรือเปล่า”

ศ.ดร.นครินทร์ เห็นว่ารัฐสภาภายใต้โครงสร้างอำนาจของประเทศไทย เป็นองค์กรที่มีอำนาจ ในระดับปานกลางและค่อนข้างน้อย ซึ่งเรื่องนี้มีสาเหตุหลายเรื่อง เช่นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมารัฐสภาไม่ได้เป็นผู้สถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญ โดย ตามประวัติศาสตร์การสถาปนาระบอบประชาธิปไตยเป็นผลงานของ ร.7 ครึ่งหนึ่ง และเป็นผลงานของคณะราษฎรครึ่งหนึ่ง ซึ่งคณะราษฎรเองก็ไม่ได้มาจากระบบรัฐสภา ไม่เหมือนอังกฤษที่มีระบบสภาขุนนางมาก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคณะราษฎรมีสถานะแค่เป็นองค์กรพิเศษ ใน ขณะที่ก่อการ ทำให้รัฐสภาปัจจุบันมีอำนาจค่อน ข้างน้อยเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยที่ตัวรัฐสภา เองไม่ได้เป็นผู้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยในเชิง ประวัติศาสตร์ ทำให้เป็นองค์กรที่ไม่มีอำนาจมากและให้ความยุติธรรมสูงสุดให้แก่ประชาชนได้

“ทุกวันนี้ถ้าเป็นคนไทยจะหาความยุติธรรมสูงสุดได้ที่ไหน ที่เรียกได้ว่าเป็น ‘supreme’ หรือ ‘final’ justice ได้ ผมคิดว่าเราหาจากที่อื่นไม่ใช่รัฐสภา และเชื่อว่าในใจหลายคนคงคิด ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ฉะนั้นเรื่องใหญ่คือ อำนาจทางการของเมืองไทย คือมันถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ ไม่ว่าจะเป็น อำนาจรัฐ, อำนาจการเมือง, อำนาจบริหาร, อำนาจ อธิปไตย, อำนาจประชาชน, อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งก็ให้เกิดคำถามที่ว่ารัฐสภามีอำนาจอะไรบ้าง อาจจะมองได้ว่าสภามีแค่อำนาจทางฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นเพียงแค่อำนาจเสี้ยวเดียวของอำนาจทั้งหมดในองคาพยพของสังคมการเมืองไทย

มรดกตกทอดที่สังคมไทยต้องทนกล้ำกลืนมาตลอด ก็คือมรดกตกทอดของระบบอำมาตยาธิปไตยไทย โดยเฉพาะเรื่องที่เรามองข้ามไปที่ทำให้ระบบรัฐสภาไทยมีปัญหา ก็คืออำนาจของฝ่ายบริหารในการตรากฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริงมันควรจะให้ฝ่าย นิติบัญญัติมีอำนาจมากกว่า
 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com