หน้าแรก > เศรษฐกิจมหภาค > Lead   
  [ ฉบับที่ 1340 ประจำวันที่ 3-10-2012  ถึง 5-10-2012 ]

ข้าว "ไรซ์เบอรี่" ตันละ 2 แสนบาทไม่ปลูก...ไม่ได้แล้ว

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
โครงการรับจำนำข้าวยังเถียงกันไม่เลิก บางคนว่าดี บางคนว่าไม่ดี ต่างมุมมอง ถ้าชาวนายืนได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งรัฐ ประเด็นนี้ก็ตัดไปได้ ไม่ต้องพึ่งรัฐ ไม่ต้องคาดหวัง จากรัฐ และไม่ต้องปวดหัวกับนโยบายของรัฐ ก่อนหน้านี้ “สยามธุรกิจ” รายงานว่าชาวนาภาคเหนือ/อีสานรวยเงียบ ขายข้าวพรีเมี่ยมตันละ 5-7 หมื่น มีโบรกเกอร์มาซื้อถึงบ้าน ปล่อยต่อตลาดคนรวย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป และประเทศในตะวัน ออกกลาง ชาวนาที่ว่ากระจายตัวอยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก ชัยนาท สกลนคร หนอง คาย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายปลูกข้าวญีปุ่นมาเกือบ 50 ปีแล้ว โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกที่นำ “ข้าว-ญี่ปุ่น” เข้ามาทดลองปลูกในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2507 แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้

จากนั้นนำไปปลูกทดสอบผลผลิตในนาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก ชัยนาท สกลนคร และจังหวัด หนองคาย ใช้ชื่อพันธุ์ว่า “ข้าวญี่ปุ่น ก.วก.1 และข้าวญี่ปุ่น ก.วก.2” ราคาขายในห้างโมเดิร์นเทรด เปรียบเทียบถุงละ 5 กิโลกลัม ราคาถุงละ 270 บาท สูงกว่าข้าวหอมมะลิชั้นดีซึ่งขายในราคาถุงละ 250 บาท ทว่า! นั่นยังแค่น้ำจิ้ม เมื่อเทียบกับ “ข้าวสังข์หยดพัทลุง” ที่ขายในราคาถุงละ 400 บาท หรือ กิโลกรัมละ 80 บาท ข้าวสังข์หยดมีต้นกำเนิดจากจังหวัดพัทลุง แต่ทุกวันนี้ขยายไปปลูกในบางจังหวัดทางภาคอีสาน

แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ มีข้าว พันธุ์ไทยแท้อีกหนึ่งพันธุ์ที่ทำเงินดีกว่าพันธุ์ที่กล่าวมา คือ “ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่” ว่ากันว่า คนปลูกข้าวชนิดนี้มีรายได้จากการขายข้าวตันละ 280,000 บาท ในขณะที่การปลูกข้าวนาปรังทั่วไปขายได้เฉลี่ยตันละ 15,000-20,000 บาท หรือ สูงกว่า 10 เท่า!

ชัชวาล เวียร์รา ชาวนาสิงห์ บุรี คือผู้ที่ปฏิวัติการปลูกข้าว สร้างโอกาสใหม่ให้กับชาวนาไทย หลังจากเคยบอบช้ำกับการทำนาแบบดั้งเดิมที่มีแต่ซังกับหนี้ ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง ลุงชัชวาล เล่าว่า ตนเองเลือก ปลูกข้าวกล้องสายพันธุ์ไรซ์เบอรี่สีม่วง ซึ่งเป็นข้าวที่ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างข้าวหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยได้สายพันธุ์จากศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวพิเศษขึ้นมาให้มีเม็ดเรียวยาว สีม่วงเข้ม เมื่อหุงแล้วเม็ดข้าวมันวาว มีกลิ่นหอมมะลิ นุ่ม น่ารับประทาน

วิธีการขายข้าวไรซ์เบอรี่ให้ได้ราคาสูงนั้นไม่ได้ขายเป็นข้าวเปลือก แต่แปรรูปขายเป็นรำข้าว โดยการใช้เครื่องบีบอัดให้เป็นแผ่นบางๆ รำข้าวที่บีบอัดแล้วนี้ มีคุณค่า ทางโภชนาการอย่างมาก นำมาเป็นอาหารเสริม ชงดื่มพร้อมเครื่อง ดื่มในอาหารเช้า นมถั่วเหลือง หรือ เครื่องดื่มมอลล์สกัดก็ได้ โดยปกติข้าวเปลือก 1 ตัน จะสีเป็นข้าวสารได้ 600 กิโลกรัม แต่ถ้านำมาบีบอัดจมูกข้าว จะได้รำข้าวเป็นแผ่นบางๆ 100 กิโลกรัม จำหน่ายกิโลกรัมละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท นอก จากนี้ ระหว่างที่บีบอัดรำข้าว จะมีน้ำมันรำข้าวไหลออกมาด้วย โดยรำข้าวที่บีบอัดแล้ว 100 กิโลกรัม จะได้น้ำมันรำข้าวขั้นต่ำ 8 ลิตร ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้าว น้ำมัน 1 ลิตร บรรจุเป็นแคปซูลได้ 1,900 แคปซูล รวมเป็น 9,500 แคปซูล ซึ่งราคาจำหน่ายในตลาดอยู่ที่แคป ซูลละ 5 บาท ทำให้ได้รายได้เพิ่มอีก 76,000 บาท เท่ากับว่า ข้าว 1 ตัน ได้รำข้าวบีบอัด 100 กิโลกรัม จำหน่ายได้ 200,000 บาท และน้ำมันรำข้าว 8 ลิตร จำหน่ายได้ 76,000 บาท รวมเป็น 276,000 บาท จากเดิมขายข้าวเปลือกได้รายได้สูงสุด 20,000 บาทเท่านั้น! หรือถ้าขายเป็นข้าวสาร ปัจจุบันขายทางอินเตอร์เน็ตกิโล กรัมละ 100 บาท หรือตันละ 100,000 บาท แพงกว่าข้าวสังข์หยด ที่เฉลี่ยราคาตันละ 80,000 บาท

ด้านการตลาดไม่ต้องกังวล เพราะลุงชัชวาลการันตีว่ามีลูกค้ามาก ต้องสั่งจองกันจนผลิตไม่ทัน แม้แต่โรงแรมดังระดับห้าดาวในกรุงเทพฯ ก็เป็นลูกค้า สั่งซื้อปีละเป็นตัน แถมมารับถึงที่นาเองด้วย เป็นโอกาสที่ชาวนาไทยจะหันมาปลูกข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ ซึ่งจะช่วยให้มีรายได้สูงขึ้นกว่าเดิม 10 เท่า เพียงลงทุนเครื่องสีและเครื่องบีบอัดรำข้าว ราคาประมาณ 270,000 บาท ขายรำข้าวสองรอบก็คืนทุนแล้ว ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า ถ้าชาวนาไทยปลูกข้าวพรีเมี่ยมขายก็ไม่ต้องกลัวยากจน มีตลาดรองรับแน่นอน สอดคล้องกับแนวคิดเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ที่เสนอ ว่า ควรจะลดพื้นที่ปลูกข้าวจาก 63 ล้านไร่ เหลือแค่ 25 ล้านไร่ โดยพัฒนาการผลิตให้สมบูรณ์แบบ ดีกว่าปลูกมากแต่ขายไม่ได้ราคาส่วนพื้นที่เพาะปลูกนั้น เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถดัดแปลงสายพันธุ์ ให้ปลูกได้หลากหลายพื้นที่ เหมือนยางพารา หรือ ปาล์มน้ำมัน ที่ครั้งหนึ่งเคยปลูกแต่ในภาคใต้ วันนี้ที่ไหนก็ปลูกได้
 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com