หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก   
  [ ฉบับที่ 1332 ประจำวันที่ 5-9-2012  ถึง 7-9-2012 ]

เปิดหัวใจเปลี่ยนสี ธาริต เพ็งดิษฐ์

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
เพราะความเป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องของคดีพิเศษมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือที่รู้จักกันดีในนามของดีเอสไอ จึงกลายเป็นหน่วย งานที่มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย ขณะ เดียวกันกลายเป็นของแสลงสำหรับใคร บางคนโดยเฉพาะกับนักการเมืองที่แวะ เวียนถูกตรวจสอบจากหน่วยงานที่ว่านี้ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมมาอย่างต่อเนื่องกับการตรวจสอบ ที่มักถูกนำไปยึดโยงกับกระแสทางการเมือง จนกลายเป็นกระแสข่าวที่ถูกตีปี๊บมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไฟเขียวให้ “สยามธุรกิจ” เข้าสัมภาษณ์เปิดใจถึงก้นบึ้งของหัวใจอธิบดีท่านนี้ ประเภทเปิดอกพูดคุยกันช็อตต่อช็อตกับบางเรื่องบางมุมที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่ได้ยินได้ฟังที่ไหนมาก่อน “เพราะเราเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายแล้วคดีเราเป็นคดีพิเศษ ช่วง ที่บ้านเมืองทะเลาะกันตั้งแต่ปี 52-53 จนมาถึงปัจจุบันยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิก ดีเอสไอได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางคดีที่เรียกว่าเป็นคดีเชิงการเมือง คดีความ ขัดแย้งของคนในชาติ เพราะฉะนั้นจะไปสั่งคดีหรือทำอะไรไป ซ้ายหรือขวาจะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบเพราะ ฉะนั้นยิ่งทำคดีนานก็เลยเหมือนคนไม่ชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องทำใจครับ”

แค่เอ่ยถึงความในใจเนื้อหาก็ชวนให้สนใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นไปตามกันต่อกับท่าทีในการวางตัวในฐานะหน่วยงานที่ทำคดีระหว่างคนสองฝ่ายที่ขัดแย้งในสังคมไทย อธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษอธิบายความต่อว่าต้องเข้า ใจสถานการณ์ในเมื่อเลือกไม่ได้ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าเราไปคำนึงถึงว่าทำเรื่องนี้คดีนี้แล้วคนจะชอบ คนจะเกลียดน้อย ถ้าอย่างนี้เราทำงานไม่ ได้เลย เราจะเอาเรื่องกระแสนิยมชอบไม่ชอบมาเป็นปัจจัยไม่ได้ มีทางเดียวก็คือเราก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ตามข้อเท็จจริงแล้วก็ข้อกฎหมาย เพราะเราเป็นผู้รักษากฎหมาย มีคนพูดว่า “ธาริต เปลี่ยนสี” ผมถือโอกาสเฉลยตรงนี้เลยซึ่งยังไม่เคยพูดที่ไหน ผมอยู่สีของราชการก็คือสีที่ต้องทำงานให้รัฐบาล ใครมาเป็นรัฐบาลถ้าเขามีนโยบายหรือคำสั่งที่ถูกกฎหมาย ผม และเพื่อนๆ ใน ดีเอสไอก็ต้องทำงานให้เขา กฎหมายไทยเรากำหนดว่าข้าราชการประจำมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายและคำสั่งของรัฐบาลที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นรัฐบาลไหนมาเราก็ทำหน้าที่ให้ ผมยืนยันผมไม่ได้เปลี่ยนสี ผมเป็นสีนี้มาตลอดเพราะถ้าข้าราชการประจำไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาล บ้านเมืองยุ่งเลยครับ

ธาริต ยังได้กล่าวต่อว่าความสำเร็จ หรือการทำงานทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาแต่อยู่กับทีมงานซึ่งมีกว่าพันชีวิต พร้อมยืนยันว่าแม้จะเป็นผู้บังคับบัญชาแต่คงไม่สามารถจะไปชี้นำอะไรในการทำงานได้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงโดยเฉพาะคดีคนเสื้อแดงก็ดีหรือจะเป็นคดีทำร้ายประชาชนหรือทหาร เขายืนยันว่าดีเอสไอไม่ได้สอบสวนเพียงลำพัง

“ผมไม่ได้ลงไปร่วมสอบเลย เรามีคนร่วมสอบถึง 3 หน่วยงานประกอบด้วย หน่วยที่ 1 คือตำรวจ ซึ่งเขาส่งพล.ต.ต. อนุชา เล็กบำรุง มาเป็นหัวหน้า หน่วยที่ 2 คือดีเอสไอ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข แล้วหน่วยที่ 3 ที่น่าสนใจก็คือ สำนักงานอัยการสูงสุด เขาส่งรอง อธิบดีอัยการ ซึ่งถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องทำตามลำพังคนสองคนแล้วจะไปครอบงำกัน ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก”

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้กล่าวถึงปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ ณ ขณะนี้ว่า สิ่งที่มันเป็นกระแสความ วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้เพราะว่าความแตกแยก ของคนในชาติยังไม่เลิก การขัดแย้ง การเห็นต่าง เห็นกันคนละมุมรุนแรงมาก แล้ว บางเรื่องเป็นเรื่องเกลียดชังเลย คือถ้าอีกฝ่ายหนึ่งขยับอะไรข้าไม่รับเลยแล้วด่าด้วย แล้วที่ร้ายที่สุดก็คือกรณีสื่อเทคไซส์ด้วย มีสื่อแบ่งออกเป็น 2 ค่าย มีสื่อพระเท่านั้นที่ไม่แบ่งค่าย สื่ออื่นแบ่งค่ายหมด สำหรับดีเอสไอแล้วอยากจะไปทำคดีพวกอาชญากรข้ามชาติ พวกไซฟ่อนเงินทำตลาดทุนเสียหาย เราไม่อยากทำคดีความ ขัดแย้งของคนในชาติเลย เพราะคนพวกนี้ไม่ใช่อาชญากรแต่มันเป็นเรื่องของการเกลียดชังกัน ก็ได้แต่วิงวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเมืองจงดลบันดาลให้คนไทยอยู่ด้วยกันได้อย่างไม่เกลียดชัง แล้วไม่แบ่งแยกอย่างรุนแรงเหมือนในปัจจุบัน
ธาริต ยังได้กล่าวถึงทางออกในการ แก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติในส่วนความเห็นส่วนตนว่า ตนมองว่าประชาชนถูกครอบงำ ก็คือถูกขายความคิดให้ จงเกลียดจงชังอีกฝ่ายหนึ่ง คนที่ถือเป็นหัวเรือใหญ่ก็คือนักการเมือง ซึ่งขณะนี้ก็ต้องยอมรับว่านักการเมืองแบ่งเป็นสองขั้ว แล้วสองขั้วก็พยายามจะไปครอบงำประชาชนเพื่ออ้างว่าตัวเองมีมวลชนอยู่ข้างหลัง ตนเห็นว่านักการเมืองต้องลดทิฐิลงให้มาก แล้วก็หาจุดจบหรือหาวิธีที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข การเห็นต่างนี่มีฝ่าย รัฐบาลกับฝ่ายค้าน เป็นเรื่องดีนะ ต่างประเทศระบอบประชาธิปไตยมันก็มีฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลจะได้ถ่วงดุลกัน แต่ต้องไม่ใช่เป็นความจงเกลียดจงชัง

บางทีเราก็รู้สึกว่านักการเมืองเอา เปรียบสังคม แล้วหลายคนก็มือไม่สะอาด ด้วย แล้วคุณก็กำลังสร้างความแตกแยก ในสังคม ด้วยอำนาจที่คุณอยากได้ แล้วคุณก็ไปครอบงำประชาชนให้เกิดการจงเกลียดจงชังอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วทั้งหมดนี่ถามว่าทำเพื่อชาติ บ้านเมืองหรือเปล่า มันก็ทำเพื่อตัวคุณเองทั้งนั้นแหละเพื่ออยากให้ได้อำนาจในประเทศมา แล้วก็พูดอยู่ตลอดเวลาเป็นตัวแทนประชาชนเป็นผู้เสียสละ เสียสละจริงเปล่า ผมไม่ได้ว่าใครแต่ผมว่าหมดเลยนะ

ตอนท้ายของการสัมภาษณ์อธิบดี ดีเอสไอยังได้กล่าวถึงอนาคตหลัง เกษียณอายุราชการว่าคงไม่เข้าเล่นการ เมืองอย่างแน่นอนแม้จะมีคนชักชวนแต่วางเป้าหมายชีวิตหลังเกษียณว่าจะไปเป็นหมอดู และสอนหนังสือ ซึ่งเป็นสองอาชีพที่ตนเองรัก และที่สำคัญคือเป็นงานที่ตนเองถนัดด้วย
 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com