สกอ. - รองเลขาฯ กกอ.ระบุไทยมีความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีรองรับการเรียนในระบบอีเลิร์นนิ่ง รอง รับการพัฒนาไปสู่ระดับการเป็นฮับ แต่ยังติดปัญหาด้านงบประมาณค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่ ด้านม.รังสิตเผยประเทศไทยมีศักยภาพพร้อมเป็นศูนย์กลางมหาวิทยาลัยไซเบอร์ในอาเซียน แต่ภาครัฐต้องทุ่มให้มากกว่านี้ พร้อมจี้รัฐต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่
การเปิดประชุมคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 ทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวเพื่อเข้ากับสถานการณ์ โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่ต้องพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีให้ทันสมัย โดยการจัดการเรียนผ่านอีเลิร์นนิ่ง รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีหลักสูตรมากที่สามารถทำอีเลิร์นนิ่งได้ อย่างไรก็ตามโครงสร้างพื้นฐานเราอาจจะยังด้อยกว่าเกาหลี แต่ในอาเซียนเรายังจะได้เปรียบอยู่ ทั้งนี้ระบบอีเลิร์นนิ่งเพิ่งเริ่มต้นในไทย ดังนั้นคงต้องมีการพัฒนาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำลังดูแลเรื่องของมาตรฐานการจัดการศึกษาด้านอีเลิร์นนิ่ง เนื่องเพราะการจัดการศึกษาด้วยวิธีนี้นักศึกษาอยู่ไกลจากผู้สอน ดังนั้นจะต้องมั่นใจว่านักศึกษาเข้าเรียนจริง มีการเรียนการสอนจริง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการประเมินผลว่าควรจะประเมินผลแบบอิเล็กทรอนิกหรือที่สถานศึกษาเป็นต้น ทั้งนี้ หากจะผลักดันมหาวิทยาลัยไทยเป็น ฮับมหาวิทยาลัยไซเบอร์ นั้นเราต้องสร้างความเข้มแข็งให้เห็นชัดเจนในเรื่องของการจัดการเรียนการศึกษา กระบวนการศึกษา กระบวนการประเมินผล รวมถึงผู้ที่จบการศึกษาด้วยการเรียนการสอนระบบนี้ต้องมีคุณภาพด้วย ซึ่งเป็นข้อกังวลของสังคมมาก ทั้งนี้คาดว่าปี 2558 จะมีความชัดเจนมากขึ้น
ปัจจุบันไทยมีมหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่งที่จัดการเรียนการสอนในระบบอีเลิร์นนิ่งและกำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็มีเป้าหมายยกระดับโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ให้สามารถดูแลระบบการเรียนรู้ผ่านอีเลิร์นนิ่งของทั้งประเทศได้ในอนาคต
ไทยมีความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีในระดับหนึ่ง ซึ่งยูนิเน็ตได้เดินสายไฟเบอร์ออฟติกไปยังมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศ และเปิดให้บริการแก่มหาวิทยาลัยเอกชน ขณะเดียวกันได้เชื่อมโยงไปยังวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศแล้ว และปีนี้ก็จะเชื่อมโยงสายสัญญาณดังกล่าวไปยังโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาอีก 7,000 แห่ง ก่อนจะขยายต่อไปยังโรงเรียนทั้งหมดกว่า 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ รศ.นพ.กำจร กล่าว
ดร.ชุณหพงศ์ ไทยอุปถัมภ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิ่ง เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางมหาวิทยาลัยไซเบอร์ในอาเซียนเพราะมีศักยภาพทั้งเรื่องหลักสูตร อาจารย์ โครงสร้างพื้นฐาน แต่หากจะยกระดับไปสู่นานาชาติจะต้องมีกลไกของรัฐเข้ามาช่วยมากขึ้น กล่าวคือ ถ้าจะยกระดับสู่สากลรัฐต้องมองเป็นอุตสาหกรรมออนไลน์เต็มรูปแบบ ต้องมองภาพรวมของการศึกษาออนไลน์ครบทั้งระบบตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่รัฐเพียงแต่อนุมัติหลักสูตรแล้วมาประเมินหลักสูตร โดยไม่มีส่วนร่วม ในกระบวนจัดการ
อย่างไรก็ตาม หากจะเป็นศูนย์กลางระดับนานาชาติต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องคอยดูแลเรื่องกระบวนการผลิต การส่งเสริม ตลอดจนเรื่องของตลาด และที่สำคัญต้องสร้างมูลค่าของระบบอีเลิร์นนิ่งโดยรัฐต้องรับรองวิทยฐานะเป็นใบปริญญาการเรียนการสอนออนไลน์ ควบคู่คุณภาพด้วย และนอกจากนี้ทางรัฐบาลต้องมีความชัดเจนมากกว่านี้
ผู้บริหารต้องเปลี่ยนมุมมองและปรับมุมมอง โดยต้องมองภาพการเรียนการสอนออนไลน์แบบจริงจังและต้องเข้ามามองภาพร่วมกัน ซึ่งถ้าสามารถยกระดับเป็นอุตสาหกรรมออนไลน์ได้หรือไม่ ทั้งนี้ หลายประเทศทำสำเร็จแล้วเช่นประเทศออสเตรเลีย รัฐต้องสามารถเอื้อในทุกด้าน และสนัสนุนเหมือนกับการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิ่งเป็นการเรียนการสอนในห้องเรียน หรือเทียบเท่า
สำหรับสถิติของมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทยตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรก เมื่อ 12 ม.ค. 2548 มีจำนวนสมาชิกที่ลงทะเบียน 161,895 คน แบ่งเป็นนักเรียน 157,524 คน และอาจารย์ 4,371 คน มีจำนวนบทเรียน 718 บทเรียน จำนวนหลักสูตร 17 หลักสูตร จำนวนบทเรียนที่มีการลงทะเบียนเพื่อเข้าเรียน 310,540 บทเรียน จำนวนครั้งที่มีผู้เข้าใช้บริการในบทเรียน 4,432,985 ครั้ง และมีมหาวิทยาลัย/หน่วยงาน ที่ร่วมโครงการ 43 แห่ง |
|