หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก   
  [ ฉบับที่ 1331 ประจำวันที่ 1-8-2012  ถึง 4-8-2012 ]

ให้ผู้ว่าฯชี้ขาดจ่าย‘ภัยพิบัต’ จัดเกณฑ์ใหม่ลดขั้นตอนรัฐ/หวั่นน้ำท่วมมากกว่าฝนแล้ง

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
กองทุนภัยพิบัติ/ทิพยฯ - บอร์ดกองทุนภัยพิบัติเตรียมรื้อเงื่อนไข จ่ายเงินประกันเกษตรกรนาล่ม จากเดิมล็อกให้จ่ายเมื่อรัฐบาลประกาศเป็นเขตภัยพิบัติเท่านั้น เปลี่ยนใหม่แค่จังหวัดประกาศเป็นภัยพิบัติจ่ายได้ทันที หวั่นเกษตรกรสับสนนาล่มแล้วเรียกเคลมจากกองทุนบริษัท ประกันไม่ได้ ชี้ถ้าปลดล็อกกองทุนจ่ายเยอะขึ้นแน่ เหตุจังหวัดประกาศภัยพิบัติง่ายกว่ารัฐเยอะ


ด้าน””ทิพย” ชี้แม้ปีนี้น้ำท่วมไม่น่ากลัวเท่าปีก่อน แต่มีโอกาสจ่ายค่าเสียหายเยอะเหตุชาวนาในพื้นที่น้ำท่วมกลัวแห่ซื้อประกันคุ้มครองเพียบ ส่วนภัยแล้งในภาคอีสานไม่น่าห่วง ชาวนาทำประกันน้อย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับภัยพิบัติธรรมชาติที่รุนแรงต่อเนื่อง ทั้งน้ำท่วมใหญ่และภัยแล้ง ขณะที่ประเทศเองก็มไม่สามารถหลีกเลี่ยงในเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าเป็นภัยธรรมชาติที่ก่อความเสียหายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ในโลก และเกิดความเสียหายทางทรัพย์สินเป็นจำนวนมหาศาล

นายสมโสถติ์ ดำเนินงาม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 5 นครราชสีมา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า มีพื้นที่ประสบภัยแล้งประมาณร้อยละ 52 และพื้นที่เพาะปลูกข้าวเกิดความเสียหายร้อยละ 22 กว่า 3.3 ล้านไร่ พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิขนาดใหญ่ ในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ และชัยภูมิ ขณะนี้ข้าวขาดน้ำและหยุดการเจริญเติบโต โดยเฉพาะที่ จ.สุรินทร์ ขณะที่ จ.นครราชสีมา และบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่เฝ้าระวังความเสียหาย ขณะเดียวกันได้ทำหนังสือขอความช่วยเหลือไปยังศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กองบิน 1 จ.นครราชสีมา เพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือเริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมแล้ว โดยที่จังหวัดสุโขทัย ได้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่ 5 หมู่บ้านของ ต.แม่สิน อ.ศรีสัชนาลัย ประกอบด้วยหมู่ 2 บ้านแม่เทินใต้ หมู่ 5 หมู่ 8 บ้านแม่เทินเหนือ หมู่ 10 บ้านแม่ฮู้ และหมู่ 13 บ้านหาดแค ส่งผลให้ราษฎรจำนวน 160 หลังคาเรือนได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งมีสวนส้ม สวนมะนาว ไร่ข้าวโพด และนาข้าวในพื้นที่เสียหายอีกหลายพันไร่

นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพช่วยเหลือราษฎรแล้ว และประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัย พร้อมเตือนให้เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ(บอร์ดกองทุน) เปิดเผย”สยามธุรกิจ”ว่า บอร์ดกองทุนฯหารือกันถึงโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการเพาะปลูก 2555 จะปรับเงื่อนไขของการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติโดยจะเปลี่ยนคำจำกัดความของคำว่า”ภัยพิบัติ” ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหวและลมพายุจากเดิมที่กำหนดว่าภัยธรรมชาติที่เข้าลักษณะความรุนแรงถึงขั้นเป็นภัยพิบัติทางคณะรัฐมนตรีต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ กรมธรรม์ประกันภัยถึงจะคุ้มครองจะเปลี่ยนเป็นยึดตามประกาศของจังหวัดแทน ถ้าจังหวัดประกาศเป็นภัยพิบัติกรมธรรม์ให้ความคุ้มครองทันทีไม่ต้องรอรัฐบาลประกาศ

“สาเหตุที่ให้ยึดตามประกาศจังหวัดเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนเมื่อจังหวัดประกาศเป็นภัยพิบัติทางจังหวัดจะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้เสียหายอย่างนาข้าวถูกน้ำท่วม หากเกษตรกรทำประกันภัยนาข้าวไว้แล้วเรียกเงินจากกองทุนฯหรือบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการไม่ได้จะเกิดปัญหาตามมา เพราะผู้เอาประกันจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจเงื่อนไขว่าต้องเข้าตามเกณฑ์คือให้รัฐบาลประกาศเป็นภัยพิบัติก่อน พอมีความเสียหายเขาคิดว่าต้องได้เงินประกัน ดังนั้นหากเปลี่ยนเงื่อนไขยึดตามประกาศจังหวัดจะสะดวกให้ผู้เอาประกัน เมื่อจังหวัดจ่ายประกันภัยจ่าย”

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ยังเป็นแค่แนวคิดในระดับบอร์ดกองทุนฯยังไม่ได้ประกาศเป็นเงื่อนไขออกมา หากประกาศออกมาในแง่ของกองทุนและบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมรัฐบาลจะมีความเสี่ยงจ่ายค่าเสียหายมากกว่าเดิมเพราะการประกาศเป็นภัยพิบัติทำได้ง่ายขึ้น จังหวัดประกาศง่ายกว่ารัฐบาลซึ่งหลักเกณฑ์นี้จะใช้กับประกันภัยข้าวเท่านั้น ส่วนประกันภัยทรัพย์สินภายใต้กองทุนฯนี้การชดใช้สินไหมทดแทนยึดเกณฑ์เดิมรัฐบาลประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ

สำหรับโครงการประกันภัยข้าวนาปีเริ่มรับประกันนาข้าวทั่วประเทศได้ประมาณเดือนเศษ โดยมีธนา
คารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ขายกรมธรรม์ประกันภัยให้กับกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่เป็นผู้รับประกันภัย โดยกองทุนฯรับประกันอยู่ 99.75%

อัตราเบี้ยประกันภัย 129.47 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรจ่ายเบี้ย 60 บาทต่อไร่ รัฐบาลสมทบให้ 69.47 บาทต่อไร่หากเป็นลูกค้าธ.ก.ส.จ่ายเบี้ยแค่ 50 บาทต่อไร่ ธ.ก.ส.ช่วยจ่าย 10 บาทต่อไร่ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ 555.76 ล้านบาท เป้า
หมายนาข้าวที่จะทำประกัน 8 ล้านไร่ หากนาข้าวได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ภัยแล้ง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บและไฟไหม้จะได้รับความคุ้มครองในวงเงิน 1,111 บาทต่อไร่ หากเสียหายจากศัตรูพืชและโรคระบาดคุ้มครอง 555 บาทต่อไร่

นายสมพร สืบถวิล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย กล่าวกับ”สยามธุรกิจ” ว่า ยึดตามหลักปฏิบัติของกองทุนฯเนื่องจากกองทุนเป็นผู้รับความเสี่ยงมากที่สุด

ส่วนปัญหาภัยแล้งในหลายพื้นที่ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สร้างความเสียหายให้กับนาข้าวนั้น นายสมพรกล่าวว่า ปัญหาเรื่องภัยแล้งเป็นประเด็นที่ไม่ได้กังวลมากนักแม้นาข้าวในหลายพื้นที่จะเริ่มได้รับผลกระทบก็ตามเพราะเพิ่งจะเกิด ขณะที่รัฐบาลพยายามเร่งแก้ไขปัญหาอยู่อีกทั้งนาข้าวในภาคอีสานมีปริมาณการทำประกันภัยน้อย

อย่างไรก็ดี ปัญหาภัยแล้งไม่น่าเป็นห่วงเท่าน้ำท่วมเนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ทั้งที่ทำประกันภัยแล้วและที่กำลังจะทำอยู่ในเขตน้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา คนที่อยู่ในพื้นที่ไกลจากน้ำท่วมยังไม่ค่อยมาทำประกัน ดังนั้นความเสี่ยงของประกันภัยจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเป็นหลัก แม้สถาณการณ์น้ำท่วมในปีนี้ไม่น่าห่วงเท่าปีก่อน แต่มีความแตกต่างตรงที่เหตุการณ์น้ำท่วมปีที่ผ่านมาทำให้ชาวนาจำนวนมากที่ไม่ได้ทำประกันภัยมองเห็นถึงความเสี่ยงและหันมาทำประกันภัยมากขึ้นมีชาวนาเข้ามาสู่ระบบประกันภัยมากขึ้นโดยเฉพาะชาวนาในพื้นที่เสี่ยง ดังนั้นหากเกิดน้ำท่วมถึงจะไม่หนักเท่าปีก่อนแต่จำนวนเกษตรกรที่ทำประกันภัยมีมากขึ้นความเสียหายมากตามไปด้วย

ด้านแหล่งข่าวจากบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งให้ความเห็นกับ”สยามธุรกิจ” ว่า ในกรมธรรม์ประกันภัยข้าวจะมีข้อกำหนดเรื่องระยะเวลารอคอย 7 วันอย่างภัยแล้งถ้าจังหวัดออกประกาศเป็นเขตภัยแล้งแล้วเกษตรกรมาซื้อประกันถ้าในช่วง 7 วันแรกหลังทำประกันมีความเสียหายเกิดขึ้นกรมธรรม์ไม่คุ้มครองจะคืนเงินให้กับเกษตรกรถ้ายังไม่ประกาศแล้วมาซื้อประกันเลย 7 วันแล้วมีการประกาศกรมธรรม์จะคุ้มครอง

“จากสถิติทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมคือ 2 สาเหตุหลักที่ทำให้นาข้าวในบ้านเราเสียหาย ซึ่งตอนที่คำนวณค่าเบี้ยครั้งแรกได้เอา 2 สาเหตุนี้เข้าไปคำนวณอยู่แล้วถ้ารวมน้ำท่วมปีก่อนเข้ามาควรเบี้ยจะปรับขึ้น แต่เนื่องจากรัฐบาลอยากได้ค่าเบี้ย 120 บาทเท่าปีก่อน(ไม่รวมภาษี) โดนเอากองทุนฯมารับ”

นางสาวเดือนเด่น ชื่นจิตต์ศิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ”ว่า โครงการประกันภัยข้าวจากภัยแล้งที่ใช้ดัชนีน้ำฝนวัดความแห้งแล้งนาข้าวของเกษตรกรที่ร่วมกับเจบิคและธ.ก.ส.ส.ในปีนี้ยอมว่าสถานการณ์ภัยแล้งขยายวงกว้างกว่าทุกปีในหลายพื้นที่ทำให้บริษัทต้องขาดทุนเนื่องจากเกษตรกรที่ซื้อประกันภัยน้อยมากเพียง 100 ราย ขณะที่มีเคลมแล้ว 400,000 บาท ซึ่งบริษัทได้จ่ายสินไหมไปแล้ว 90%

อย่างไรก็ดี บริษัทจะยังคงดำเนินโครงการนี้ต่อไปแม้จะขาดทุน โดยจะต้องมาวิเคราะห์ดูว่าเป็นอย่างไรและควรจะแก้ไขอย่างไร

 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com