หน้าแรก > ข่าวปก > ข่าวปก   
  [ ฉบับที่ 1320 ประจำวันที่ 25-7-2012  ถึง 27-7-2012 ]

‘ประกันภัยพิบัติ’วุ่นไม่เลิก! กองทุนปรับเงื่อนไข-ลูกค้ามึนต้องซื้อเพิ่ม

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
ส.นายหน้า/วงการประกัน - ประกันภัยพิบัติวุ่นไม่เลิก! ล่าสุด กองทุนฯ เคาะเงื่อนไขใหม่มีผล 25 กรกฎาคมนี้ หวั่นสร้างปัญหา กับลูกค้าโดยเฉพาะโรงงาน เหตุ กองทุนไม่คุ้มครองธุรกิจหยุดชะงัก แถมประกันทรัพย์สินปกติ ให้บริษัทประกันคุ้มครองภัยพิบัติได้แค่หมื่นเดียว ส่วนเกินบีบซื้อกับกองทุนฯ จำกัดคุ้มครองแค่ 30% ถ้าอยากได้มาก กว่านี้ให้ไปซื้อกับบริษัทประกันอีกรอบ เท่ากับโรงงานเดียวซื้อ ประกัน 3 ฉบับ ชี้กองทุนฯเพิ่ม คุ้มครองเป็น 50% เฉพาะราย ใหญ่ทุนเกินพันล้าน ส่วนบ้านบังคับซื้อเหมือนเดิม ย้ำทั้งบ้าน
และโรงงาน ถ้ารัฐไม่ประกาศภัยพิบัติเคลมไม่ได้ ขณะที่น้ำเริ่มมาแล้ว

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย เปิดผย”สยามธุรกิจ” ว่า คณะกรรมการฯมีความเป็นห่วงเงื่อนไขใหม่ในการทำประกันภัยพิบัติภายใต้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยที่ทางคณะกรรมการบริหารกองทุนฯเพิ่งออกประกาศฉบับที่ 2 มาจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้จะก่อให้เกิดปัญหาในการทำประกันภัยของลูกค้าไม่ได้รับความคุ้มครองเต็มที่รวมถึงการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่จะเกิดความยุ่งยากอย่างมากหากมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้น้ำเริ่มมาแล้ว

อาทิ บ้านอยู่อาศัย ภายใต้เงื่อนไขของกองทุนฯบังคับบ้านทุกหลังที่ทำประกันอัคคีภัยและต้องการขยายความคุ้มครองภัยธรรมชาติทั่วไป กองทุนฯบังคับให้ต้องซื้อประกันภัยพิบัติด้วยวงเงินขั้นต่ำ 20,000 บาทสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งลูกค้าบางรายอาจจะอยากจะซื้อแค่ภัยธรรมชาติแต่ไม่ต้องการภัยพิบัติเพราะหากรัฐบาลไม่ประกาศเป็นภัยพิบัติไม่สามารถเรียกเคลมจากกองทุนได้ ขณะที่ภัยธรรมชาติทั่วไปเพียงแค่เกิดน้ำท่วม ลูกค้าสามารถเรียกเคลมจากบริษัทได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลประกาศเป็นภัยพิบัติ

“ตอนแรกกองทุนฯบังคับลูกค้าที่จะซื้อประกันอัคคีภัยบ้านอยู่อาศัยต้องทำภัยพิบัติด้วยการขายพ่วงไปเลย แต่มีการท้วงติงว่าละเมิดสิทธิของลูกค้าเลยแก้ไขใหม่บ้านที่ทำประกันอัคคีภัยไม่ต้องซื้อกรมธรรม์ภัยพิบัติก็ได้”

ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรม แหล่งข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้คปภ.เคยมีประกาศออกมาถ้าจะออกกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน(IAR)ให้กับลูกค้าให้มีความคุ้มครองภัยน้ำท่วมด้วย แต่ให้จำกัดวงเงินความคุ้มครองหรือซับ ลิมิต ซึ่งเมื่อจัดตั้งกองทุนฯขึ้นมายังใช้หลักเกณฑ์นี้อยู่ แต่พอมีประกาศฉบับที่ 2 กำหนดลูกค้าที่จะซื้อประกันภัยIAR แบบที่มีการจำกัดความคุ้มครองให้คุ้มครองภัยธรรมชาติและภัยพิบัติแค่ 10,000 บาทเท่านั้นโดยจะคิดเบี้ยเบี้ยประกันตามอัตราของบริษัทประกันภัย

หากลูกค้าอยากได้ความคุ้มครองเพิ่มต้องซื้อกรมธรรม์ภัยพิบัติเพิ่มอีกฉบับหนึ่งกับกองทุนฯผ่านบริษัทประกันภัยที่จะส่งประกันภัยต่อไปให้กับกองทุนซึ่งจะจำกัดความคุ้มครองแค่ 30% ของทุนประกันคิดค่าเบี้ยตามอัตราของกองทุน และถ้าลูกค้าอยากได้ความคุ้มครองสูงกว่า 30% ต้องไปซื้อกรมธรรม์กับบริษัทประกันภัยอีก 1 ฉบับเพื่อคุ้มครองส่วนเกินจากกองทุนคิดค่าเบี้ยตามอัตราของบริษัทเท่ากับต้องซื้อกรมธรรม์ถึง 3 ฉบับ

“แม้ในหลักเกณฑ์ใหม่กองทุนฯจะขยายความคุ้มครองภัยพิบัติให้ถึง 50% หรือสูงกว่านั้นแต่ให้เฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีทุนประกันตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้นและต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่ดี ถ้าทุนประกันต่ำกว่านี้ กองทุนฯคุ้มครองให้แค่ 30% บวกอีก 10,000 บาทถ้าอยากได้มากกว่านี้ต้องซื้อ3 ฉบับ”

ยิ่งกว่านั้น ปัญหาใหญ่ที่จะตามมาคือกองทุนฯไม่คุ้มครองธุรกิจหยุดชะงัก(bi) ที่เป็นความเสียหายจากภัยพิบัติ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นเท่ากับลูกค้าจะเรียกเคลมได้เฉพาะกรมธรรม์ฉบับแรกที่ทำกับบริษัทประกันภัยคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงักแค่10,000 บาทและกรมธรรม์ฉบับที่ 3 ที่ทำกับบริษัทประกันภัยคุ้มครองส่วนที่เกินจากกองทุนทั้งภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ แต่จะมีปัญหาถ้ารัฐบาลประกาศภัยพิบัติจะเรียกเคลมได้หมด ถ้าไม่ประกาศจะได้แค่ภัยธรรมชาติแล้วส่วนเกินของภัยพิบัติที่บริษัทประกันคุ้มครองอยู่จะเคลมอย่างไร

“เรื่องธุรกิจหยุดชะงักซึ่งน้ำท่วมครั้งก่อนโรงงานอุตสาหกรรมเสียหายในจุดนี้มาก ถ้ากองทุนไม่คุ้มครองในจุดนี้จะมีประโยชน์อะไรกับโรงงาน เท่ากับโรงงานในพื้นที่เสี่ยงพึ่งพากองทุนได้ไม่เต็มที่ การที่ให้ลูกค้าต้องซื้อประกันถึง 3 ฉบับในอัตราเบี้ยที่ต่างกันเป็นภาระกับลูกค้าแถมความคุ้มครองบางส่วนก็ซ้ำซ้อนกัน เวลาไปขายจะอธิบายลูกค้าให้เข้าใจได้อย่างไร ผลสุดท้ายลูกค้าก็ไม่อยากซื้อ “

สำหรับเงื่อนไขใหม่ของกองทุนฯ อาทิ กำหนดวงเงินคุ้มครองภัยพิบัติบ้านอยู่อาศัยขั้นต่ำ 20,000 บาท เบี้ยประกัน 100 บาท,ขยายวงเงินคุ้มครองทรัพย์สินจาก 30% เป็น 50% สำหรับเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยตั้งแต่1,000 ล้านบาทขึ้นไปและมีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี,เอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมหากบริษัทประกันภัยสามารถขายเบี้ยภัยพิบัติต่ำกว่าราคาของกองทุนที่กำหนดไว้1-1.25% ตั้งแต่ 20%ขึ้นไปได้บริษัทไม่ต้องออกกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติและไม่ต้องส่งประกันภัยเข้ากองทุนแต่ต้องรายงานข้อมูลการรับประกันภัยให้กองทุนทราบทุกสิ้นเดือน

ด้านแหล่งข่าวจากวงการประกันวินาศภัยให้ความเห็น”สยามธุรกิจ”ว่า แนวทางปฏิบัติในการรับประกันภัยพิบัติยังมีหลายข้อที่เป็นปัญหา เช่น การกำหนดความคุ้มครองขั้นต่ำ 10,000-20,000 บาท คิดเป็นเบี้ยประกันประมาณ 100 บาทไม่คุ้มค่าใช้จ่ายในการออกกรมธรรม์ ขณะที่เรื่องการเคลม เช่น กองทุนฯกำหนดจ่ายเคลมภายใน 15 วันเมื่อได้รับเอกสารครบถ้วนเรียบร้อย ขณะที่บริษัทประกันภัยจะจ่ายเคลมให้กับลูกค้าเมื่อได้รับเงินจากกองทุนแล้วต้องแมตกันให้ดีในเรื่องระยะเวลา

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเงื่อนไขที่จะเข้าข่ายเป็นภัยพิบัติ ซึ่งกำหนดให้ต้องมีผู้เอาประกันอย่างน้อย 2 ราย ขึ้นไปและต้องมีความเสียหาย 5,000 ล้านบาทขึ้นไปและกองทุนฯ ต้องประกาศเป็นภัยพิบัติก่อนกรมธรรม์ภัยพิบัติถึงจึงจะเคลมได้ หากมีลูกค้า 2 รายและความเสียหาย 5,000 ล้านบาท แต่กองทุนฯ ไม่ประกาศเป็นภัยพิบัติจะทำอย่างไรจะเคลมได้หรือไม่

นายเลิศชาย ประภาศิริรัตน์” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาด บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด กล่าวกับ”สยามธุรกิจ”ว่า การขายประกันภัยพิบัติยังมีปัญหาหลายจุดหลาย ขณะนี้หลายบริษัทเริ่มกังวลเพราะน้ำเริ่มมาแล้วหากว่าเกิดท่วมอีกจะมีปัญหาหรือไม่ โดยเฉพาะบริษัทประกันวินาศภัยขนาดเล็กที่ไม่ได้ซื้อประกันต่อภัยธรรมชาติไว้พึ่งพากองทุนฯ อย่างเดียวอาจจะจะเกิดปัญหากับลูกค้าในเรื่องเงื่อนไขการเคลม

นายจิรวุฒิ บุญศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็น”สยามธุรกิจ”ว่า การปรับเงื่อนไขการรับประกันภัยพิบัติทำให้ชัดเจนขึ้นในทางปฏิบัติ เช่น การกำหนดความคุ้มครองขั้นต่ำภัยพิบัติบ้านอยู่อาศัย 20,000 บาท ก็เป็นผลดีต่อคนที่บ้านไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ทำให้รู้สึกไม่ถูกบังคับซื้อทุนประกันสูงเท่ากับคนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมจะทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

เช่นเดียวกับภาคธุรกิจไม่ต้องถูกบังคับซื้อจากเดิมหากจะซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติต้องซื้อความคุ้มครองภัยพิบัติด้วย แต่ของใหม่กำหนดขั้นต่ำซื้อภัยพิบัติเพียง 10,000 บาททำให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com