ธุรกิจ รื้อถอน หรือการทุบตึกที่เราเห็นเป็นปกติทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ในภาพความเป็นปกติที่มันดำเนิน ไปกลายเป็นขุมทรัพย์สร้างได้เป็นกอบเป็นกำที่ไม่ธรรมดาไปเสียแล้ว มีเม็ดเงินสะพัดในธุรกิจคลุกฝุ่นแบบนี้ปีละไม่ต่ำ 1,000 ล้านบาท กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้รายเล็ก รายน้อย พาเหรดกันเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างคึกคัก และที่น่าจับตามีกลุ่ม คนมีสีตบเท้าเข้ามาแบ่งเค้กการประมูลงาน มีการจัดการ ฮั้วประมูล จึงต้องติดตามกันต่อไปว่าเค้กก้อนโตอาคารร้างกว่า 200 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วกรุงก้อนนี้จะตกอยู่ในมือใคร..?
สยามธุรกิจ ได้ลงพื้นที่บริเวณหน้าปากซอยสุขุมวิท 54 เพื่อติดตามดูการทำงานของธุรกิจรื้อถอน และเส้นทางการทำเงินของธุรกิจคลุกฝุ่นเป็นอย่างไรถึงมีการแข่งขันอย่างดุเดือด โดย สิริโรจน์ สิริพลากรกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ปิยะมิตร กรุ๊ป จำกัด ซึ่งอยู่ระหว่างควบคุมการรื้อถอนตึกแถวปากซอยสุขุมวิท 54 เปิดเผยว่า งานรื้อตึกแถวแห่งนี้มีทั้งหมด 21 คูหา มีตั้งแต่ 3-4 ชั้น ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องผู้เช่าที่ยังไม่ย้ายออกก็น่าจะใช้เวลาไม่ 2 เดือนก็จะแล้วเสร็จ ซึ่งต่อไปพื้นที่บริเวณนี้จะถูกนำไปสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ มูลค่าหลายพันล้านบาท
สำหรับการรับงานโครงการนี้บริษัทได้รับค่าจ้าง 100,000 บาท จะมีกำไรหรือไม่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขเช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ คือ มูลค่าทรัพย์สินหักค่าแรงเท่ากับ กำไร กล่าวคือ ถ้าหากขายทรัพย์สิน อาทิ เหล็ก ไม้ เศษปูน วัสดุต่างๆ ได้มากก็จะมีกำไรมากหลังจากหักค่าแรงแล้ว ซึ่งประสบการณ์มีความสำคัญมากในการประเมินราคาแต่งานว่าจะมีกำไรหรือไม่ นอกจากนี้ การทำงานอย่างปลอดภัยไม่มีอุบัติเหตุถือว่า เป็นหัวใจของการรื้อถอนทีเดียว
นายสิริโรจน์ กล่าวว่า มูลค่าทรัพย์สินที่จะได้จากการรื้อถอนแต่ละงานจะแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าการรื้อถอนเป็นงานประเภทใด เช่น อาคาร คอนโดฯ บ้าน หรือโรงงาน ถ้าเป็นโรงงานก็จะมีทองแดงจากสายไฟฟ้า อะลูมิเนียม เหล็ก เป็นรายได้หลัก ถ้าเป็นอาคารต่างๆ จะมีรายได้จากเหล็ก ไม้ กระเบื้อง เศษปูน เศษวัสดุต่างๆ หรือถ้าเป็นบ้านก็จะมีไม้ ประตู หน้าต่าง กระเบื้อง เป็นต้น
ทรัพย์สินที่ได้จากการรื้อถอนจะถูกแยกนำขายยังสถานที่แตกต่างกัน เช่น ไม้ จะนำไปขายที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีร้านค้าอยู่กว่า 300 เจ้า กลายเป็นแหล่งรับซื้อและจำหน่ายไม้มือสองที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไปแล้ว เหล็กจะนำไปขายที่โรงหลอม ราคากิโลกรัมละ 12-13 บาท ซึ่งราคาเหล็กจะผูกติดอยู่กับราคาน้ำมัน ถ้าน้ำมันแพงก็จะแพงไปด้วย ถ้าน้ำมันถูกก็จะถูกตามไปด้วย ถ้ามีสายป่านยาวการเก็งกำไรเหล็กก็น่าสนใจเช่นกัน ทั้งนี้ ช่วงการแข่งขันโอลิมปิกที่ปักกิ่ง ราคาเหล็กป้องอ้อยมีการขยับขึ้นไปสูงถึงกิโลกรัมละ 28 บาท
ส่วนเศษปูนจะมีบริษัทรับถมดินมารับซื้อราคาอยู่ที่รถหกล้อคันละ 500 บาท รถสิบล้อคันละ 800-1,000 บาท โดยนำไปถมดินได้ราคาคันละ 3,000 บาท ดังนั้น บริษัทรื้อถอนจึงมักทำครบวงจรมีการรับถมดินด้วย ซึ่งจะทำให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีกระเบื้องหลังคาก็นำไปขายได้ราคาแผ่นละ 8-12 บาท รวมถึงท่อประปา สายไฟฟ้า และเศษวัสดุต่างๆ ก็สามารถนำไปขายทำรายได้เข้าบริษัทได้ทั้งหมดที่ร้านขายของเก่า
ผมเคยประมูลงานรื้ออาคารต้องจ่ายไป 4 ล้านบาท ก็คุ้มค่าได้คืนมา 6 ล้านบาท ธุรกิจรื้อถอนไปอีกธุรกิจที่มีการขยายตัวมาก เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจดีหรือถดถอยอาคารต่างๆ ก็ยังจำเป็นต้องรื้อทิ้ง ทำให้มีบริษัทรายใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีปิดกิจการมากเช่นกัน เพราะการรื้อถอนขาดความระมัดระวังจนเกิดอุบัติเหตุตามมา ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การรื้อถอนขาดทุน
การรื้อถอนเป็นอีกธุรกิจที่สร้างได้รายได้อย่างงาม ทำให้มีกลุ่มมาเฟีย มีทหารชักแถวเข้วมาจัดการประมูลงาน หรือจัดการ ฮั้ว ในช่วงนี้นายสิริโรจน์ กล่าว
นายสิริโรจน์ กล่าวปิดท้ายว่า ในยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่สหรัฐฯมีการนำเอานวัตกรรมการระเบิดมาใช้กันแล้ว และเชื่อว่าในอนาคตอีกไม่เกิน 50 ปีน่าจะมีการระเบิดตึกในประเทศไทย เพราะว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะมีตึกสูง เช่น คอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นท์ หมดอายุการใช้งานจำนวนมาก ดังนั้น ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมนวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามา
ที่สำคัญถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะมีการผลิตวิศวกรรื้อถอนออกมาสู่ตลาด ไม่ใช่มีแต่ผลิตวิศวกรโครงสร้างอย่างเช่นทุกวันนี้ |
|