ส.ธุรกิจสร้างสรรค์ฯ - จัดทัพธุรกิจอีเวนต์ ชี้จุดเด่นไทยมีความ พร้อมแถมราคายังถูกกว่า แต่ด้อย ด้านภาษา ขาดการสนับสนุนจาก ภาครัฐ EMA นำทีมเสริมกำลังบุคลากรผนึกหลักสูตรไมซ์ควบอีเวนต์ลงอุดมศึกษา อุดช่องโหว่ด้านมาตรฐานแรงงาน ออกมาตรการจัดแถวช่างเทคนิค เริ่มสอบ 20,000 ราย หวังงานอีเว้นท์ไทยเพอร์เฟ็คเหนือสิงคโปร์
นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน (Event Management Association : EMA) เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทรับจัดงานอีเว้นท์หรืออร์กาไนเซอร์ในเมืองไทย มีศักยภาพสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นจึงถือได้ว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในการขยายการรับจัดงานไปยังภูมิภาคนี้เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซีที่ตจะเกิดขึ้นในปี 2558 โดยจุดเด่นที่สำคัญของออร์กาไนเซอร์จากเมืองไทยคือ การสร้างสรรค์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก จากรางวัลระดับสากลที่เป็นเครื่องการันตีผลงาน
อย่างไรก็ตาม การรวมอาเซียนเป็นตลาดเดียว ก็เท่ากับว่าเป็นการรวมคู่แข่ง โดยศักยภาพในการแข่งขันของออร์กาไนเซอร์เมืองไทย คือ คุณภาพสูงในราคาที่ถูกกว่า ยกตัวอย่างออร์กาไนเซอร์ไทยมีราคาที่ถูกกว่าออร์กาไนเซอร์ในอินโดนีเซีย 25% ขณะที่คุณภาพที่ออกมากลับน้อยกว่าเมืองไทย 20% เนื่องมาจากประสบการณ์ของอีเว้นท์ทางการตลาดของไทย และถือว่ายังสูงกว่าสิงคโปร์ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญ
"ออร์กาไนเซอร์ไทย นับว่ามีความโดดเด่นที่สุดในอาเซียน โดยเฉพาะอีเว้นท์ทางการตลาด หากเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ซึ่งมีประชากรประมาณ 3 ล้านคน ขณะที่กรุงเทพฯมีประชากรนับ 10 ล้านคน ขนาดของการจัดกิจกรรมทางการตลาดของไทยจึงใหญ่กว่ามาก"
สำหรับความโดดเด่นของออร์กาไนเซอร์ในสิงคโปร์ คือ เป็นประเทศที่มีสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคของสินค้าและบริการตั้งอยู่เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับเมืองไทย อีกทั้งสิงคโปร์ยังเป็นผู้นำในการจัดงานอีเว้นท์ประเภทการจัดประชุมสัมมนา หรือไมซ์ โดยแต่ละปีสิงคโปร์สามารถนำผู้ร่วมประชุมสัมมนาเข้ามาในประเทศได้มากกว่า 3 ล้านคน ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ร่วมประชุมสัมมนาเข้ามาประมาณ 700,000-800,000 คนเท่านั้น ทั้งนี้มาจากนโยบายการสนับสนุนธุรกิจไมซ์อย่างจริงจังจากทางรัฐบาลสิงคโปร์นั่นเอง
นอกจากนั้น ความรู้ทางด้านภาษา ยังเป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบของบุคลากรในวงการไมซ์ของสิงคโปร์ ดังนั้น สมาคมฯจึงได้มีการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรในธุรกิจออกาไนเซอร์เมืองไทยเพื่อเตรียมรับเออีซีในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเตรียมพร้อมในการอบรมทางด้านภาษา และได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ หรือ สสปน. ในพัฒนาหลักสูตรทางด้านงานอีเว้นท์ที่ควบคู่ไปกับไมซ์ ผ่านหลักสูตร MICE 101 ซึ่งปัจจุบันบรรอยู่ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยกว่า 20 แห่งแล้ว
แผนต่อไปจะทำการพัฒนาหลักสูตร Event Management โดยเฉพาะขึ้นมา เพื่อเตรียมพร้อมทางด้านบุคลากรเพื่อรับการเข้ามาของคู่แข่งและการออกไปพบคู่แข่งในภูมิภาคนี้
ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ นงนุช ศรีธนาอนันต์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า หลักสูตรไมซ์เป็นหลักสูตรที่ดี ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่เป็นวิทยากรนั้น เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ซึ่งสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เข้าอบรมได้ดี แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่เข้ารับการอบรมนั้น น่าจะมีความรู้พื้นฐานหรือน่าจะมีประสบการณ์มาบ้าง
นอกจากหลักสูตรระดับปริญญาตรี-โท แล้วสมาคมฯยังให้ความสำคัญของบุคลากรในระดับช่างเทคนิค โดยได้มีการร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานพัฒนาหลักสูตรเพื่อการยกระดับมาตรฐานของช่างเทคนิคในงานอีเว้นท์ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 20,000 คนในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น ช่างทางด้านภาพและเสียง ระบบไฟฟ้า งานฉาก งานประกอบโครงสร้างบูธ และช่างเทคนิคต่างๆ โดยจะมีมาตรฐานเข้ามาเป็นตัวการันตีคุณภาพของช่าง ในรูปแบบของประกาศนียบัตร เพื่อเตรียมพร้อมกับการแข่งขันที่เกิดขึ้น เนื่องจากจุดด้อยของออกาไนเซอร์เมืองไทย หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างสิงคโปร์แล้ว คือ เรื่องของมาตรฐานของงานช่าง ซึ่งในสิงคโปร์มีการกำหนดมาตรฐานอย่างชัดเจน ขณะที่เมืองไทยยังไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ต่อจากนี้ไป ช่างเทคนิคในงานอีเว้นท์ของเมืองไทย จะต้องได้รับประกาศนียบัตรดังกล่าวก่อนที่จะเข้ามาทำงาน โดยช่วงแรกจะทำการปรับปรุงมาตรฐานช่างเทคนิคในงานอีเว้นท์ที่มีอยู่ก่อน ส่วนคนที่เข้ามาใหม่ก็จะเป็นต้องมีการสอบเพื่อเข้าระบบมาตรฐานที่วางไว้
"ที่ผ่านมา ใครจะเข้ามาทำงานก็รับๆกันไป แต่ต่อไปเรื่องของมาตรฐานที่เชื่อมโยงถึงความปลอดภัยจะถูกกล่าวถึงมากขึ้น นอกจากเป็นการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันแล้ว ยังถือเป็นการปกป้องอาชีพให้กับคนไทยอีกด้วย" นายเสริมคุณกล่าวปิดท้าย
|
|