วิกฤติหนี้สาธารณะที่แพร่ระบาด สร้างความระส่ำระสายแก่วงจรเศรษฐกิจไปทั่วสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรีซ สเปน และอิตาลี ส่อเค้าขยายขอบเขตความเลวร้ายกว้างขวาง และรุนแรงมากขึ้น
บุคคลสำคัญในคณะรัฐบาลรักษาการปัจจุบันของกรีซ ทำนายทายทักล่วงหน้าว่าในอนาคตอันใกล้ ไม่เกินเดือนมิถุนายนนี้ รัฐบาลกรีซจะเผชิญวิกฤติสภาพคล่องขั้นรุนแรงแสนสาหัส
เหตุปัจจัยที่ทำให้บุคคลสำคัญระดับรัฐมนตรีของกรีซ พูดแบบนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ
ประการแรก รายได้ของรัฐ จากทุกช่องทางการจัดเก็บ เหือดแห้ง ลงจนแทบจะ เป็นศูนย์
ประการที่สอง การแห่ถอนเงินฝากออกจากธนาคารจำนวนมากมายมหาศาลถึงกว่า 3,000 ล้านยูโร (ประมาณ 120,000 ล้านบาท) ด้วยเหตุผลขาดความเชื่อมั่นในอนาคตเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ
วิกฤติหนี้สาธารณะไม่เพียงทวีความเข้มข้นในการคุกคามความมั่นคงของเศรษฐกิจอย่างหนักเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบรุนแรงไปถึงชะตากรรมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะกอกน้ำมัน ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันมะกอก
ตอนนี้กลุ่มผู้ปลูกและผู้ผลิตน้ำมันมะกอกในกรีซ สเปน และอิตาลี ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันมะกอกกว่าร้อยละ 70 ของโลก กำลังประสบความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยมีสาเหตุสำคัญ 2 ประการ
ประการแรก ระดับราคาน้ำมันมะกอกตกต่ำลงอย่างมาก จากที่เคยพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2548 ที่ตันละ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ มาเตาะแตะอยู่ที่ตันละ 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ
ประการที่สอง ปริมาณน้ำมันมะกอก เหลือค้างสต็อกมากมายมหาศาลเป็นประวัติการณ์ เนื่องจาก ขายไม่ออก
บรรดาผู้มีอันจะกินที่เป็นกลุ่มลูกค้ารายสำคัญ ซึ่งอุดหนุนน้ำมันมะกอก ซึ่งมีฐานะย่ำแย่ลง ต่างหันไปบริโภคน้ำมันเมล็ดทานตะวันที่มีราคาย่อมเยากว่า คือตัวการสำคัญที่ทำให้น้ำมันมะกอกขายไม่ออก และมีสต็อกตกค้างบานตะไท
อิทธิพลแห่งวิกฤตหนี้สาธารณะ ที่ก่อเกิดวิกฤติน้ำมันมะกอก กดดันให้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สหภาพยุโรป (อียู) ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือประคับประคอง ด้วยการอัดฉีดเงินก้อนใหญ่เข้าไปช่วยซื้อแทรกแซงตลาดน้ำมันมะกอก เพื่อลดปริมาณน้ำมันมะกอกที่หมุนเวียนในตลาดออกไปเก็บรักษาไว้ในสต็อก โดยหวังว่าจะช่วยยกระดับราคาน้ำมันมะกอกให้ดีขึ้น
อาการบาดเจ็บสาหัสทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นไม่เพียงสร้างความระส่ำระสายแก่ระบบเศรษฐกิจในอียูเท่านั้น แต่กำลังสร้างความหวาดวิตกแก่รัฐบาลจีน ในฐานะที่เป็นคู่ค้ารายสำคัญของอียูอีกด้วย
ล่าสุด รัฐบาลจีน คาดหมายว่าปัญหาเศรษฐกิจในอียู มีแนวโน้มที่จะกดดันให้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมากที่สุดในรอบ 13 ปี ด้วยอัตราการขยายตัว เฉลี่ยที่ระดับร้อยละ 7-8 สำหรับปีนี้
ภายใต้การพยากรณ์ในลักษณะดังกล่าว ทำให้รัฐบาลจีนต้องตระเตรียมมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ไว้รองรับ
ชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลจีนเตรียมไว้อัดฉีดความกระปรี้กระเปร่า แก่ระบบเศรษฐกิจประกอบด้วยหลายประเด็น
ประเด็นแรก คือการจัดสรรเม็ดเงินจำนวน 2 ล้านล้านหยวน สำหรับอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
เม็ดเงินจำนวน 2 ล้านล้านหยวนที่รัฐบาลจีนเตรียมไว้กระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว เมื่อเทียบกับที่เคยใช้เมื่อปี 2551 แล้ว ยังนับว่าเป็นเม็ดเงินเล็กน้อย คิดเป็นเพียงร้อยละ 50 ของที่เคยใช้ในปี 2551 เท่านั้น
ประเด็นที่สอง คือการผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดทางการเงิน โดยการลดสัดส่วนการสำรองเงินทุนต่อสินเชื่อลงร้อยละ 50 และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยไม่แตะต้องอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
ประการที่สาม คือการเร่งรัดอนุมัติโครงการลงทุนให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้โครงการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กมูลค่า 134,000 ล้านหยวน ของกลุ่มเบาสตีลกรุ๊ปคอร์ป และวู่ฮั่นไอรอนแอนด์สตีล ที่ถูก ดองเค็ม มาตั้งแต่ปี 2552 น่าจะได้รับอนุมัติให้เดินหน้าการลงทุนได้เต็มสูบ
รัฐบาลจีนดูจะมุ่งมั่นค้ำยันอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ให้ต่ำกว่าร้อยละ 8 อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในบ้านตัวเอง
|
|