หน้าแรก
> ข่าวปก >
ข่าวปก
[ ฉบับที่ 1304 ประจำวันที่ 30-5-2012 ถึง 1-6-2012 ]
|
อาฟเตอร์ช็อก..ร่างก.ม.ปรองดองไม่รุนแรง ไร้ฮึกเหิม สิ้นความน่ากลัว
|
| +
อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้ |
|
|
|
|
|
| |
|
โปรดอย่าลืมว่า ต้นเรื่องเสนอร่างกฎหมายปรองดองแห่งชาติ คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ เป็นผู้นำเสนอ ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา เป็นแกนหลักลงชื่อรับรองสนับสนุนมากกว่าจำนวน ไม่น้อยกว่า 20 คน ตามเงื่อนไขมาตรา 142 ของรัฐธรรมนูญปี 2550
พล.อ.สนธิ คือคนคนเดียวกับอดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ในชื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อครั้ง พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัย เป็นนายกรัฐมนตรี เขาอ้างเหตุผลสำคัญว่า รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนให้ตนเองและพรรคพวก
พล.อ.สนธิ ใช้วาทะมาสนับสนุนความชอบธรรมในการยึดอำนาจว่า โกง กินจนแทบไม่เหลือกระดูก ประสานกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุน พล.อ.สนธิอย่างแข็งขัน โปรดไตร่ตรองข้อความซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ พล.อ.สนธิ อ้างเป็นเหตุผลและระหว่างการบันทึกวิเคราะห์ในร่างกฎหมายปรองดองว่า สาเหตุเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นนับแต่การยึดอำนาจเป็นต้น ดังนั้น จึงเสนอร่างกฎหมายปรองดองเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของคนในประเทศกลับคืน มา (อ่านรายละเอียดหน้า 5 ประกอบ) ขีดเส้นใต้ตรงข้อความ ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลที่แตกต่างจาก โกงกิน ช่วงยึดอำนาจ และเป็นสาเหตุที่คนคนเดียวชื่อ พล.อ. สนธิ นำมาอ้าง
ในวันนี้ พล.อ.สนธิ เป็นทั้ง คนจองจำและผู้ปลดปล่อย นักโทษการ เมืองที่เขากล่าวหาว่า โกงกินจนแทบไม่เหลือกระดูกให้มีอิสรภาพหลุดพ้นจาก ความผิด ตามข้อกฎหมายที่เขาใช้อำนาจหัวหน้า คปค.สร้างขึ้นมาโดยไม่ใส่ ใจกระบวนการยุติธรรม หลักกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น
คำถามมีว่า ทำไม พล.อ.สนธิ จึง เปลี่ยนจากคนจับปืน สั่งการยึดอำนาจ มาเป็นนักการเมืองผู้ใช้กระบวนการประชาธิปไตยมาสร้างกติกาปรองดอง สงบ สันติให้กับประเทศ...เป็นไปได้ว่า คง มีอำนาจสนับสนุนให้ดำเนินการ จึงทำ ให้เขากล้าเดินหน้า ไม่เกรงกลัวการต่อต้านจนทำให้เสียผู้เสียคนเอาเสียเลย
ร่างกฎหมายปรองดองมีทั้งสิ้น 8 มาตรา แต่เนื้อหาที่น้อยและสั้นในร่างกฎหมายฉบับนี้ มีหลักการสำคัญเพียงประการเดียว คือ นิรโทษกรรม ให้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองในช่วง 15 กันยายน 2548-10 พฤษภาคม 2554
การนิรโทษกรรมมีความหมายทางวิชาการว่า ให้สังคมลืมการกระทำที่เป็นความผิดว่า ไม่มีการกระทำนั้น ในช่วงนั้น จึงไม่มีความผิดนั้นๆ เกิดขึ้น.. ดังนั้น สาระสำคัญของร่างกฎหมายปรอง ดองจึงมีอยู่แค่ 2 มาตรา คือ มาตราที่ 3 กับมาตราที่ 5 (อ่านรายละเอียดหน้า 5 ประกอบ)
มาตรา 3 เงื่อนไขหลักๆ เป็นการกำหนดละเว้นความผิดของคนทั่วไปที่ชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงความเห็นทางการเมือง รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่ปราบรามการชุมนุมทางการเมืองนั้นด้วย
ผู้ได้ประโยชน์จากมาตรานี้ คือ ผู้เกี่ยวข้องทั้งกลุ่มมวลชนเสื้อแดง เสื้อเหลือง เจ้าหน้าที่ ทหาร และพรรคการเมืองผู้ใช้อำนาจสั่งการปราบปราม ถ้ามีความไม่พอ ใจเกิดขึ้น คงเป็นการฝืนอารมณ์ของคนเสื้อแดงที่ยังต้องการ เล่นงาน กับคนฆ่าและสั่งฆ่าประชาชน จนพวกเขาลั่นวาจา ไม่ปรองดองอาชญากร
แต่เมื่อแลกเปลี่ยนกับ ทักษิณได้กลับบ้านและประชาชนได้ออกจากคุก แล้ว จึงเป็นภาวะจำยอมการกลับบ้านของ ทักษิณ สามารถ ทำได้ตามเงื่อนไขมาตรา 5 ที่กำหนดให้บุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของหัวหน้า คปค.พ้นผิด ราวกับไม่มีการกระทำ ซึ่งเป็นความผิดเกิดขึ้นใดๆ เลย ..ทักษิณ ได้ประโยชน์จากมาตรานี้แบบเนื้อๆ แต่ต้องถูกต่อต้านจากกลุ่ม พธม.และแนวร่วม กับพรรคประชาธิปัตย์แบบเต็มๆ เช่นกัน
ขณะนี้ กลุ่มพธม.และพรรคประชาธิปัตย์ เปิดหน้าออกมาแสดงท่าทีต่อต้านร่างกฎหมายปรองดองชัดเจน มีเพียงแนว ร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จ การแห่งชาติ (นปช.) กับพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการ เมืองใหญ่แกนนำตั้งรัฐบาลยังเก็บอาการ แต่ปล่อยให้แนวร่วมเสื้อแดงบางกลุ่มมีความเห็นส่วนตัว ด้วยอารมณ์อึดอัดประปราย
กลุ่ม พธม. โดยการนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กำหนด เริ่มการต่อต้านในวันที่ 30 พฤษภาคม ซึ่ง ร่างกฎหมายปรองดองเข้าสภา พวกเขารวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาล ที่ 5 ตั้งกลุ่มจัดแถวแสดงพลังไปยื่นหนังสือคัดค้านกับนักการเมือง
แน่นอนว่า กลุ่ม พธม.เลือกแนวทาง ระดมมวลชนมาแสดงพลัง แต่มวลชนและแนวร่วมของ พธม.ในยามนี้กลับอ่อน แรง ไร้พลังฮึกเหิม และขาดกำลังจากกลุ่มข้าราชการมาสมทบสนับสนุน จึงทำ ให้อิทธิพลกดดันอ่อนด้อยลงไปมากโข
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน เชี่ยวชาญเล่นเกมในสภา คงอาศัยแนวทาง ศรีธนญชัย ออกลูกล่อลูกชนเพื่อฉีกร่างกฎหมายปรองดองออกเป็นชิ้นๆ หรือเตะถ่วงยึดเวลาออกไปให้นานสิ่งสำคัญกลุ่มต่อต้าน มุ่งไปเพื่อ กำจัดทักษิณ
เมื่อ ทักษิณ ได้ประโยชน์ รหัสการต้านจึงขมวดปมว่า ทำเพื่อ ทักษิณคนเดียว ดังนั้น ทักษิณ จึงดำรงตนเป็น ปิศาจ คอยหลอกหลอนกลุ่มต้านให้หวาดกลัวไม่มีสิ้นสุด ..หรือกลุ่มต่อต้าน กลัวร่างปิศาจในตัวตนของตนเองกันแน่ !!!
หากประเมินเกมต่อต้านด้วยกรอบความเชื่อแบบประชาธิปไตยทั่วไป พรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่ม พธม.และแนวร่วม คงมิสามารถสู้เจตจำนงนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย กลุ่ม นปช.และฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลได้ เพราะในเชิงปริมาณและตัวเลข ส.ส.ที่ใช้ตัดสินร่างกฎหมายปรองดอง รัฐบาลครองเสียงข้างมากจำนวน 300 ส.ส. ยกมือกี่ครั้งต้องชนะขาดอยู่ดี
เมื่อประสานกับพลังมวลชนจาก กลุ่ม นปช.และแนวร่วมเสื้อแดงฝ่ายรัก ศรัทธาต่อ ทักษิณ ด้วยแล้ว พลังประชาชนกลุ่มนี้ย่อมสนับสนุนให้ร่างกฎหมาย ปรองดองเดินหน้าไปสู่การบังคับใช้ได้เร็วขึ้นไปอีก นั่นประเมินด้านดีๆ ตามวิถีประชาธิปไตยเสรี จึงมีแต่บรรยากาศปรองดองเต็มม่านฟ้าคลุมประเทศไทย
แต่การเมืองไทย อยู่นอกเหนือกติกา ประชาธิปไตยสมัยโลกนิยม ตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจเหนือประชาธิปไตยได้ครอบทับและชี้นำให้ฝ่ายนักการ เมืองเดินไปตามวิถีที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ มาชั่วนาตาปี อำนาจเหนือประชาธิปไตยที่ไร้ตัวตน กลับมีอิทธิฤทธิ์ทำให้นักการเมือง กลัว แล้วก้มหน้าทำตามอย่างว่านอนสอนง่าย โดยเฉพาะอำนาจเช่นนี้คือส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดบรรยากาศ ความขัดแย้ง ในช่วง 6 ปีที่ดำเนินมาและเป็นอยู่
ด้วยความเจ็บปวดกับสังคมขัดแย้ง อำนาจเหนือประชาธิปไตยค่อยๆ ถอยห่างจากการสั่งการนักการเมือง แม้ยังไม่ละมือหรือเลิกสั่งการก็ตาม แต่กลับมีบรรยากาศดีๆ แบบ ความปรองดอง เกิดขึ้น ดังนั้น พลังกดดันร่างกฎหมายปรองดอง รวมทั้งสั่งการรัฐบาลให้กระทำตามต้องการ จึงดูเฉยๆ นิ่ง ไม่แสดงอาการใดๆ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณ ให้กลุ่มต่อต้านปักใจเชื่อว่า มีพวกใหญ่โต คอยหนุนอยู่เบื้องหลัง เป็นที่สังเกตว่า ในบรรยากาศ ปรองดอง กลุ่มอำนาจทหาร อำนาจข้าราชการเงียบเป็นปกติแบบอาการเนียนๆ และไม่ส่งเสียงร้องกระโตกกระตากเป็นพิรุธกับฐานะเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้ประโยชน์จากร่างกฎหมายปรองดองด้วย
แน่ละ ปัจจัยนี้จึงเป็นเครื่องชี้วัด อำนาจได้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งบ่งบอกถึงสถานการณ์กลุ่มต่อต้านร่างกฎหมายปรองดองไม่น่าหนักใจในบรรยากาศความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย หลายพวกแบบเดิมๆ ที่เคยเป็นมาช่วง 6 ปี เอาเป็นว่า กลุ่มต่อต้านร่างกฎหมายปรองดอง คงไม่มีพลังน่าเกรงขาม สร้างความตื่นตระหนกได้เหมือนเดิม การแสดงออกของคนกลุ่มนี้มีพลังสูงสุด เพียงปิดถนนหน้าสภาแสดงพลังต่อต้าน และเรียกร้องความสนใจก็เท่านั้นโอกาสตระเวนยึดสถานที่ต่างๆ คงยากจะเกิดขึ้นอีก
|
|
|