ส.โรงสีข้าวไทย - กูรูข้าวจวกรัฐบาลเพ้อเจ้อ ฝันเป็นศูนย์ กลางค้าข้าวแห่งเอเชีย เชื่อ เวียดนาม-พม่า-กัมพูชา-อิน เดีย ไม่เล่นด้วย เพราะมีตลาด ในมืออยู่แล้ว แถมญวนยังตลบ หลังไทย พัฒนาหอมมะลิขึ้นมา แข่งตลาดบน ขายถูกกว่าตันละ 200 เหรียญ แย่งส่วนแบ่งในฮ่องกง-อังกฤษ แนะ! รัฐบาลเจียดงบพันล้านทำวิจัยด่วน ก่อนวิกฤติหอมมะลิลามทั่วโลก
นายปราโมทย์ วณิชานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย ็สยามธุรกิจิ ถึงแนวคิดของรัฐบาลในการประกาศแผนประเทศไทยเป็น ็ฮับิ หรือตลาดกลางค้าข้าวของเอเชียว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยมีการคุยกันมานานแล้ว สุดท้ายไปไม่ได้ เพราะเวียดนาม อินเดีย ไม่เล่นด้วย
นายปราโมทย์กล่าวอีกว่า โดยปกติการค้าข้าวเป็นเรื่องของภาคเอกชน ซึ่งเอกชนแต่ละกลุ่มมีตลาดของตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาประเทศไทย ซึ่งถ้าประเทศไทยจะใช้วิธีซื้อข้าวจากประเทศเหล่านั้นมาขายต่อก็ไม่คุ้ม กลายเป็นว่าซื้อถูกขายแพง และก็ไม่รู้จะทำแบบนั้นไปทำไม
"อย่าว่าแต่เวียดนามหรืออินเดียเลย แม้กระทั่งพม่าหรือกัมพูชาก็คงไม่เอาด้วย แม้เขาจะเป็นประเทศเล็กๆ ไม่เชี่ยวชาญตลาดโลก แต่เขาก็มีศักดิ์ศรี คงพยายามหาตลาดเองมากกว่าจะเอาข้าวมาขายผ่านเรา ในเวทีประชุมเขาก็เออออว่าจะยอมจับมือกับเรา แต่พอลงจากเวทีก็ตัวใครตัวมัน" นายปราโมทย์ กล่าว
นายปราโมทย์กล่าวอีกว่า แทนการประกาศนโยบายดังกล่าว รัฐบาลควรจัดตั้งคณะทำงาน ็พัฒนาและวิจัยพันธุ์ข้าวิ ดีกว่า แล้วอนุมัติงบประมาณปีละพันล้านให้กับคณะกรรมการชุดนี้ วิจัยพันธุ์ข้าวเอาไปขายในแต่ละภูมิภาคทั้วโลก เพราะแต่ละภูมิภาคมีรสนิยมการกินข้าวไม่เหมือนกัน คนตะวันออกกลางชอบข้าวแข็ง คนจีนชอบข้าวนุ่ม คนยุโรปชอบข้าวปานกลาง ซึ่งการจะทำข้าวออกมาตอบสนองแต่ละตลาดได้ ต้องใช้สายพันธุ์ที่เหมาะกับตลาดนั้นๆ ซึ่งวันนี้เรามีสายพันธุ์ข้าวมากมาย แต่ไม่เคยนำมาใช้เลย
"ผมอยากจะบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดเวลานี้ คือตลาดข้าวหอมมะลิของเรากำลังโดนเวียดนามตีกินไปเรื่อยๆ เพราะเวียดนามเปลี่ยนนโยบายใหม่ ลดการขายข้าวในตลาดล่าง หันมาเน้นจับตลาดบนแทน"
นายปราโมทย์กล่าวอีกว่า สาเหตุที่เวียดนามหันมาขายข้าวในตลาดบน เพราะปัจจุบันตลาดล่างโดนอินเดียแย่งไปเกือบหมด เนื่องจากอินเดียขายถูกกว่าเวียดนามตันละ 50 เหรียญสหรัฐฯ จะพูดว่าเวียดนามโดนกรรมตามสนองก็ได้ เพราะในอดีตเวียดนามก็ใช้สงครามราคาแย่งตลาดข้าวขาวของไทย ด้วยการขายต่ำกว่าไทยตันละ 50 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อเวียดนามโดนอินเดียตัดราคาขายต่ำกว่าตันละ 50 เหรียญสหรัฐฯ รัฐบาลเวียดนามเลยประกาศนโยบายใหม่ หันมาขายตลาดบนดีกว่า
"เขาใช้เวลา 2-3 ปีพัฒนาสายพันธุ์ข้าวกระทั่งได้ข้าวหอมมะลิ ใช้ชื่อว่า ็หอมมะลิเวียดนามิ ไปลองเปิดตลาดในฮ่องกง ราคาตันละ 700 เหรียญสหรัฐฯ ต่ำกว่าข้าวหอมปทุมธานี 200 เหรียญสหรัฐ ทำให้แย่งตลาดข้าวไทยไปได้พอสมควร จากปีแรกที่ขายได้เพียง 2,000 ตัน ปัจจุบันมียอดขายถึง 80,000 ตัน ในขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยเคยขายได้ประมาณ 300,000 ตัน ปัจจุบันเหลือประมาณ 280,000 ตัน"
นายปราโมทย์กล่าวปิดท้ายว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องหันมาพูดความจริงในเรื่องนี้ และยอมรับว่านโยบายของเราผิดพลาด ที่มัวสนใจแต่การประกันราคาหรือการรับจำนำ เราต้องรีบสร้างข้าวหอมมะลิสายพันธุ์ใหม่ เช่น ข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข.43 ข้าวหอมมะลิชัยนาท ออกมาขายในราคาเดียวกับเวียดนามคือตันละ 700 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็จะถูกเวียดนามตีกินไปเรื่อยๆ ส่วนข้าวหอมมะลิปทุมธานี ข้าวหอมมะลิแท้ 100% ที่ราคาสูงกว่าก็ขายในตลาดที่นิยมข้าวหอมราคาแพงคุณภาพสูง
ขณะที่มีรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ประเทศเวียดนามได้พัฒนาพันธ์ข้าวเลียนแบบข้าวหอมมะลิของไทย และใช้ชื่อเลียนแบบว่า จัสมิน ไรซ์ นำออกขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อตีตลาดข้าวหอมมะลิไทยที่ได้รับความนิยมอย่างมาก หากไทยไม่เร่งพัฒนา และส่งเสริมการตลาดอาจถูกข้าว จัสมินไรซ์ ของเวียดนามที่ราคาถูกกว่าแย่งตลาดไป |
|