หน้าแรก
> การเมือง >
ข่าวการเมือง
[ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012 ]
|
"หาบเร่แผงลอย" จากพระเอกถึงผู้ร้ายสังคมเมือง
|
| +
อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้ |
|
|
|
|
|
| |
|
เรื่องของหาบเร่แผงลอยถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือผู้ว่าฯกทม.มาทุกยุคทุกสมัย ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันหาบเร่แผงลอยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ ไปแล้ว เมื่อไม่สามารถขจัดออกไปได้ก็จำต้องยอมรับ ขณะเดียวกันก็ต้องจัดระเบียบเพื่อไม่ให้รุกล้ำยึดทางเท้าเป็นที่ทำมาหากิน จึงเป็นที่มาของ โครงการหาบเร่เสน่ห์เมือง ด้วยรูปแบบการสร้างภาพลักษณ์ใหม่พร้อมหลักเกณฑ์ 5 ข้อบังคับว่า 1.ต้องมีที่ว่างให้ประชาชนสัญจรกว้างไม่น้อยกว่า 1 ม. 2. พื้นที่ค้าขายต่อรายต้องไม่เกิน 2 ตร.ม. 3. แผงค้าต้องสูงจากพื้นไม่เกิน 1.50 ม. 4.ห้ามวางสินค้าบนพื้นทางเท้า และ 5.ทุกแผงค้าต้องมีหลังคาหรือร่มตามความเหมาะสม
แน่นอนกฎข้อบังคับดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อผู้ค้าหาบเร่และแผงลอยทั้ง 50 เขตของกทม.ทั้งที่อยู่ในจุดผ่อนผัน 664 จุด ผู้ค้า 20,275 ราย และนอกจุดผ่อนผัน 749 จุด ผู้ค้า 18,763 ราย ซึ่งรวมมีผู้ค้าเกือบ 40,000 ราย แต่ความเป็นจริงในวันนี้ไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ เพราะหาบเร่แผงลอยก็ยังวางขายกันเกลื่อนกลาดขาดระเบียบเช่นเดิม สยามธุรกิจ ฉบับนี้ได้รับเกียรติจากนายโสภณ วณิชชานันท์ ประธานชมรมหาบเร่แผงลอยแห่งประเทศไทย มาพูดคุยถึงการแก้ไขปัญหาในแนวทางที่แท้จริงแบบชนิดเกาถูกที่คัน
หาบเร่แผงลอยใน 50 เขต เป็นเรื่องของท้องถิ่น เรื่องของวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละตำบล คำว่าวัฒนธรรมความเป็นอยู่คือมันเป็นวิถีชีวิตของคนในกทม. แล้ว กทม. เคยได้ศึกษาถึงขั้นตอนนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน หาบเร่แผงลอยเดือดร้อนก็มาจากเรื่องของผลประโยชน์ ผลประโยชน์เหล่านี้ที่ตกอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่เทศกิจ ตำรวจจราจร พวกนี้ถือเป็นมาเฟียในเครื่องแบบ มันมีอยู่จริงและมีผลประโยชน์มหาศาลที่เห็นได้เป็นรูปธรรม เพียงแค่เริ่มต้นด้วยบริบทแรกก็พอจะเห็นความเป็นไปของสถานการณ์ชาวหาบเร่แผงลอยในปัจจุบันแล้วว่าเป็นอย่างไร
ชมรมหาบเร่แผงลอยแห่งประเทศไทยถือเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่มาร้องทุกข์จากการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นส่วนใหญ่ ที่ โสภณ ถือว่าเป็นไม้เบื่อ ไม้เมา กันมาตลอดตั้งแต่ยุคเริ่มแรกที่มีการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยในสมัยผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล มากระทั่งถึงปัจจุบัน
วิธีการเรียกเก็บผลประโยชน์นี้ ถือเป็นการเรียกเก็บด้วยความเสน่หา คือด้วยความยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้รับผลประโยชน์ยินยอมให้ตั้งแผงค้าขายริมฟุตบาทได้ ฝ่ายพ่อค้าแม่ค้าก็สามารถค้าขายในทำเลที่ผู้คนพลุกพล่าน โดยไม่โดนยึดแผงค้าอุปกรณ์ทำมาหากิน ธรรมชาติของการค้าขายเมื่อค้าขายมีกำไร เขาก็สู้ เขาก็ทนได้ แต่ตราบใดที่เขาขายแล้วขาดทุน เขาถอยหนีแน่นอน อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติเราจึงต้องมาดูว่า ที่ทำแล้วมีกำไรก็เป็นพื้นที่ที่เจริญแล้ว ที่คนพลุกพล่านก็จะโดนข้อหาเกะกะขวางทาง ผมยกตัวอย่าง ที่ถือเป็นตำนานเรื่องหนึ่งของ กทม. อย่างตำนาน ผีขนุน บนท้องสนามหลวงก็เพราะมาจากการจับแบบ ปะ ฉะ ดะ ของเจ้าหน้าที่เทศกิจ จนแม่ค้าบางคนไม่มีทางทำมาหากินต้องกลายเป็นผีขนุน หรือกรณีที่คลองหลอด มีช่างรับซ่อมรองเท้าถูกเทศกิจจับเครื่องมือทำมาหากิน รวมทั้งรองเท้าของผู้มารับจ้างให้ทำก็เอาไปด้วย ช่างคนนี้เกือบตัดสินใจในทางที่ผิดจะไปวิ่งราว กระชากสร้อย เหตุการณ์ในคืนนั้นผมไปเจอเข้าผมก็เลยรับอาสาไปเจรจากับทางเขตพระนครให้
ถึงแม้จะได้รับการกลั่นแกล้งและรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐจนเป็นเรื่องปกติ แต่ชาวหาบเร่ก็ยังมองเจ้าหน้าที่รัฐบางคนด้วยความเคารพนับถือจากใจอย่างแท้จริง เพราะในบางเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐก็เป็นคนดีในสายตาผู้ค้าหาบเร่
ต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีทั้งคนเลวและคนดี แต่ผมยังติดใจว่า คนดียังมีอีกมากในสำนักเทศกิจ อย่างบางเหตุการณ์ เวลาที่เขาระดมเจ้าหน้าที่เทศกิจมาปรามกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้า ก็จะสังเกตเห็นคนดี คนไม่ดี เราแยกแยะออก คนดีบางคนยืนน้ำตาคลอเลย เขาบอกว่าเขาไม่อยากทำ เพราะว่ามันผิดวิสัยเขา คือเขามาดูแลทุกข์สุขของประชาชนเป็นผู้ใกล้ชิด แต่ต้องมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน เราก็บอกเขาว่าเรา ก็เคารพในหน้าที่เช่นกัน เพราะว่าตรงนี้เป็นหน้าที่ของพวกคุณ คุณทำได้คุณทำ แต่คุณก็ต้องทำด้วยความถูกต้องมีคุณธรรม บางครั้งพวกคุณทำแล้วเขาเดือดร้อน เขาต้องหนีไปอยู่ตามใต้สะพาน อยู่ตามวัด บางคนตัดสินใจขายตัวเป็นผีขนุน บังเอิญหาบเร่แผงลอยสามารถรอรับคนงานที่โรงงานปิด ตกงาน ไม่มีงานทำ ก็มาทำหาบเร่แผงลอย คนที่เพิ่งพ้นโทษออกมาจากคุก จากตะราง ก็มาทำหาบเร่แผงลอยได้ อาชีพนี้เราเปิดกว้างอย่างน้อยที่สุดเขาก็พยายามที่จะเป็นสุจริตชน การไปสกัดกั้นเท่ากับบีบบังคับเขากลับไปเป็นอาชญากร นี่คือ ผลของการกระทำ
เมื่อการใช้วิธีปราบปรามล้างบางดังเช่นในอดีตที่เป็นไม้แข็งกลับไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา จึงต้องมีวิธีแก้ไขปัญหาแบบใช้ไม้อ่อน เอาน้ำเย็นเข้าลูบเฉกเช่น โครงการหาบเร่เสน่ห์เมือง ประธานชมรมฯ จึงได้ให้มุมมองความคิดที่น่าสนใจว่า สามารถทำได้ แต่ว่าถ้าให้เรียบร้อย สวยงาม รัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพโดยจะต้องคำนึงถึงเรื่องของวัฒนธรรมในท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น นั่นคือความถูกต้อง
ตรงนี้ผมเคยคิด เรามีแบบอย่างอย่างที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นตัวอย่างทางด้านการออกแบบสถานที่ ยกเอาหาบเร่ รถเข็น แบกะดิน ขึ้นมาไว้บนแผง บนร้านสามารถทำได้ผมเคยเดินทางไปดูงานหาบเร่ของต่างประเทศอย่างที่ประเทศเยอรมนีของเขาเป็นแบบถนนคนเดิน ผู้คนพลุกพล่าน เพราะเป็นแหล่งการค้าที่ให้ผู้คนมาหาซื้อสินค้าที่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าจัดเป็นร้านเป็นแผงเป็นระเบียบ มันมีทางแก้ไขได้ อยู่ที่ว่าผู้บริหารรัฐบาลตั้งใจจะแก้หรือเปล่า
ถึงบรรทัดนี้พอจะมองออกว่าหาบเร่แผงลอยเองก็พร้อมจะยกระดับขึ้นไปอยู่บนร้านค้าอยู่ เป็นที่เป็นทางเป็นสัดส่วนที่ กทม.จัดให้ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้จะต้องมีองค์ประกอบ 2 ข้อหลักที่พวกเขาต้องการคือ 1.การจัดสรรพื้นที่รองรับพ่อค้าแม่ค้า 2. การประกันรายได้จากการค้า ขายบนพื้นที่ทำเลใหม่
แน่นอนเรื่องของการจัดสรรพื้นที่จำเป็นที่ต้องเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในแหล่งชุมชน ด้วยมุมมองแนวคิดของโสภณ พื้นที่เหล่านี้จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์กับชาวบ้านถึงความต้องการส่วนใหญ่เพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมในท้องถิ่นและความต้องการของชาวบ้าน ส่วนอีกเรื่องคือการรับประกันว่าเมื่อมีพื้นที่ให้หาบเร่ขายของแล้วจะต้องมีประชาชนมาใช้บริการด้วย
ผู้ซื้อ คือหัวใจของการค้าขาย เมื่อมีผู้ซื้อ กลุ่มผู้ค้าก็จะจัดสินค้าให้มันหลากหลาย คือเราต้องอ่านใจผู้ซื้อว่าเขาต้องการซื้อสินค้าอะไร ตรงนี้ทาง กทม. ต้องประชาสัมพันธ์ ว่าตลาดตรงนี้ยังอยู่ในการดูแลของกทม. มีสินค้าที่เป็นของท้องถิ่นมีอะไรบ้าง เมื่อค้าขายมีกำไรเขาก็นำกำไรนั้นมาจ่ายค่าเช่า หรือค่าส่วนกลางได้
อย่างไรก็ตาม โสภณ ได้กล่าวฝากเป็นแนว ทางของการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยว่า รัฐจะต้องคำนึงว่าหาบเร่ถือเป็นอาชีพที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จากการค้าขายหาบเร่ค้าบนพื้นที่ดินว่างเปล่า ก่อให้เกิดความจอแจ เกิดตึกรามบ้านช่อง เรียกได้ว่าหาบเร่มีบทบาทในการสร้างชุมชนเมือง แต่พอมาถึงทุกวันนี้ หาบเร่แผงลอย จากที่เคยเป็นประโยชน์เป็นพระเอกกลับกลายเป็นผู้ร้ายเป็น ปัญหาของสังคมเมือง
|
|
|