ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยไตวายทั้งหมดในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ยังคงมีชีวิตและรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตอยู่ ในปัจจุบัน ณ วันที่ 31 มกราคม 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 19,808 คน เป็นผู้ป่วยที่ทำการล้างไตทางหน้าท้อง (PD) จำนวน 9,664 คน บำบัดด้วยการฟอกเลือด (HD) จำนวน 9,297 คน และเป็นผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนไตแล้วและรับยากดภูมิอีก 847 คน และยังพบว่าแนวโน้มผู้ป่วยใหม่ในแต่ละเดือนที่เพิ่มขึ้นมีจำนวนประมาณ 600 กว่าราย เป็นผู้ป่วยที่ทำการล้างไตทางหน้าท้องประมาณเดือนละ 400 กว่าราย เป็นผู้ป่วยที่ทำการฟอกเลือดประมาณเดือนละ 100 กว่าราย
น.พ.สุรพล อริยปิติพันธ์ ผู้จัดการกองทุนโรคไตวาย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากการเริ่มต้นนโยบาย PD first policy ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2551 โดยผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้องเป็นอันดับแรก (PD First Policy) และเบิกค่ารักษาได้เต็มจำนวน พบว่า ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นและสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะผู้ป่วยสามารถทำได้เองที่บ้าน ทำให้ประหยัดค่าเดินทางและค่ารักษาทางการแพทย์ เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในชนบท ซึ่งบริการล้างไตทางช่องท้อง จะมีความเหมาะสมมากกว่า อีกทั้ง PD ยังเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันที่ขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์
ในช่วง 2 ปีมานี้จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มเข้ามามาก จะเป็นผู้ป่วย PD ซึ่งเมื่อหักจำนวนที่เสียชีวิตออกจากจำนวนรายใหม่แล้ว จำนวนที่จะเพิ่มเข้ามาในระบบจะมีประมาณปีละเกือบ 3,000 คน ในขณะที่ผู้ป่วย HD แม้จะมีรายใหม่เกิดขึ้นแต่เมื่อหักผู้ที่เสียชีวิตออกแล้ว จำนวนที่จะเพิ่มเข้ามาในระบบจะประมาณปีละ 400 คน แต่ก่อนจะมีนโยบายนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ หากไม่มีเงินในการรักษาตัวแล้ว จะเสียชีวิตภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และหากถึงแม้จะมีเงินรักษาตัวแต่ก็เป็นความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากค่ารักษาจะเป็นจำนวน เงินประมาณปีละอย่างน้อย 2-3 แสนบาท ซึ่งหากไม่ใช่เป็นผู้ที่มีฐานะดีแล้วอาจถึงขนาดต้องล้มละลาย และเป็นภาระให้แก่ครอบครัวและเป็นปัญหาทางสังคมต่อมาได้ แต่หลังจากที่มีโครงการนี้แล้ว ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างมีมาตรฐาน ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
น.พ.สุรพล กล่าวต่อว่า แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรับรู้และสามารถเข้ามาในระบบการรักษาด้วย PD ได้มากขึ้น แต่ยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง เช่น เรื่องภาระงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มเข้ามาในระบบมีจำนวนมาก ในขณะที่จำนวนเจ้าหน้าที่ ยังมีไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความล้ากับเจ้าหน้าที่ได้ และอาจทำให้เกิดปัญหาการรอคิวได้ ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการเพิ่มความสามารถ ของระบบบริการให้รองรับผู้ป่วยให้เพียงพอ ปัญหาต่อมาคือ เรื่องคุณภาพของ PD โดยเฉพาะเมื่อภาระงานเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้การบริการผู้ป่วยไม่สามารถทำได้เต็มที่ การแก้ไขปัญหาก็เช่นเดียวกับประเด็นแรก และอีกปัญหาหนึ่งก็คือ เรื่องยังมีความเชื่อของผู้ป่วยอยู่ว่าการทำ HD ดีกว่าการทำ PD และเจ้าหน้าที่บางท่านก็ยังมีความนิยมที่จะทำ HD มากกว่า PD อยู่ ซึ่งต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องให้แก่ผู้ป่วยและพยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติของเจ้าหน้าที่ให้เห็นข้อดีของการทำ PD รวมทั้งความเหมาะสมของ PD ที่จะสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยมากกว่าด้วย
นอกจากนี้ อาจมีผู้ป่วยใหม่ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีที่อาจจะเข้าไม่ถึงบริการ หากหน่วยบริการมีไม่เพียงพอ ดังนั้น การขยายหน่วยบริการล้างไตทางช่องท้อง (PD Center) หรือการพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการ PD เดิม จึงมีความจำเป็นเพื่อลดการรอคิวของผู้ป่วย ซึ่งสามารถที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจาก ใช้ทรัพยากรระบบโดยเฉพาะในเรื่องบุคลากรไม่มากเท่ากับบริการ HD และสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในชนบทซึ่งบริการ PD จะมีความเหมาะสมมากกว่า ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องมีการขยายบริการ PD ไปยังโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมโดยอยู่ร่วมเป็นเครือข่ายทางวิชาการกับหน่วยบริการ PD เดิมที่มีศักยภาพ เพื่อการพัฒนาไปพร้อมกันให้สามารถขึ้นมาเป็นหน่วยบริการ PD ที่เต็มรูปแบบได้ ในขณะเดียวกันต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพการรักษา ในหน่วยบริการ PD เดิมและหน่วยบริการ PD ที่จะเกิดใหม่นี้ด้วย โดยที่จะเน้นการลดอัตราตายและอัตราการติดเชื้ออันเนื่องมาจากการทำ PD
การพัฒนา PD ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทางสปสช.ร่วมกับหน่วยงาน และองค์กรแพทย์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ร.พ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) สาขาพร้อมมิตร และสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย มีนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ PD อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ PD เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ อาทิ พัฒนาและขยายศูนย์บริการ จัดอบรมพยาบาล และช่วยฝึกสอนให้ผู้ป่วยมีความเข้าใจถึงวิธีการดูแลตนเองการรักษาความสะอาดของอุปกรณ์ และสามารถนำไปปฏิบัติเองได้เมื่อต้องดูแลตัวเองที่บ้าน ตลอดจนการจัดประชุมวิชการแพทย์และพยาบาลโรคไต เป็นต้น น.พ.สุรพล กล่าวทิ้งท้าย |
|