ฉับพลันที่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติมีผลบังคับใช้แล้ว นอกจากการเร่งผลักดันในเรื่องอัตราเบี้ยประกันภัยที่จะกำหนดออกมาเป็นราคาเท่าไหร่ รูปแบบการรับประกันภัย วงเงินความคุ้มครองที่ชัดเจนแล้ว การออกกรมธรรม์ประกันภัยภัยพิบัติที่จะกำหนดคำนิยามของภัยพิบัติในกรมธรรม์ให้ความคุ้มครอง 3 ภัย ได้แก่ ลมพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหวและภัยพิบัติอื่นๆ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องรีบผลักดันออกมา
>> กรมธรรม์ภัยพิบัติเสร็จ 90%ขายพ่วงกับประกันภัยธรรมชาติ
จีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคม ประกันวินาศภัย เปิดเผย สยามธุรกิจ ถึงความคืบหน้าของการจัดทำกรมธรรม์ดังกล่าวว่า ทางสมาคมฯ และสำนัก งานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อยู่ระหว่าง จัดทำร่างกรมธรรม์นี้อยู่เสร็จประมาณ 80-90% แล้ว โดยจะออกเป็นกรมธรรม์ใหม่ คุ้มครองเฉพาะความเสียหายของทรัพย์สิน และธุรกิจหยุดชะงักจากภัยพิบัติที่กำหนด ไว้ในพระราชกำหนดดังกล่าวเท่านั้น
แนวคิดเบื้องต้นที่ได้มีการหารือกับทาง คปภ.จะเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยภัยพิบัตินี้พ่วงไปกับกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองภัยธรรมชาติโดยจะแยก ออกเป็น 2 กรมธรรม์ลักษณะคล้ายกับการ ซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 แล้วต้องมีประกันพ.ร.บ.พ่วงไปด้วยเพียงแต่พ.ร.ก. กำหนดนี้ไม่ได้บังคับให้บ้านหรือผู้ประ กอบการธุรกิจทุกรายต้องซื้อประกันภัยพิบัติ ซึ่ง การขายพ่วงเพื่อป้องกันประชาชนไม่ให้เกิดความสับสนในการเรียกร้องค่าเสียหาย เมื่อมีภัยเกิดขึ้นเพราะกรมธรรม์ประกันภัย ภัยพิบัติจะให้ความคุ้มครองเฉพาะภัยพิบัติ ที่กำหนดไว้ในพ.ร.ก.และที่รัฐมนตรีประกาศ เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นไม่คุ้มครอง ดังนั้น หากมีภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม จากสาเหตุเล็กๆ เช่น ท่อน้ำแตกแล้วน้ำ ไหลท่วมบ้านหรือลูกเห็บต้องเคลมจากกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินที่ขยายความ คุ้มครองภัยธรรมชาติอีกฉบับหนึ่ง
พูดง่ายๆ คือหากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นภัยที่กำหนดไว้ในพ.ร.ก.หรือรัฐมนตรีประกาศเป็นภัยพิบัติ กรมธรรม์ภัยพิบัติที่ลูกค้าซื้อไว้จะเข้ามาจ่ายเคลมให้กับลูกค้า แต่ถ้าไม่ใช่ภัยพิบัติที่ว่านี้ให้ไปเคลมกับกรมธรรม์ภัยธรรมชาติปกติที่ซื้อไว้ เราจะ ไปแก้ในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินทั้งอัคคีภัยและประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิดทั้ง (All Risk) และ Industrial All Risk : IAR) ซึ่งเดิมมีเอกสารแนบท้ายแปะอยู่เพิ่ม ความคุ้มครองภัยธรรมชาติไปจนถึงภัยพิบัติ นั้นเราจะตัดภัยพิบัติออกมาเพื่อแยกเป็น กรมธรรม์ต่างหากเหลือไว้แค่ภัยธรรมชาติ เท่านั้น ต่อไปเมื่อเริ่มขายกรมธรรม์ภัยพิบัติ ใครที่อยากได้ความคุ้มครองภัยพิบัติต้องมา ซื้อกรมธรรม์ใหม่นี้เพิ่ม โดยกรมธรรม์นี้ต้อง ขอคปภ.อนุมัติและต้องขอความเห็นชอบจากบอร์ดกองทุน
>> ย้ำแยกขายกรมธรรม์เบี้ยถูกผนึกกรมที่ดินทำ Flood Model
นายกสมาคมประกันวินาศภัยย้ำว่า การแยกกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติออกมาจะทำให้เบี้ยประกันภัยถูกลงไม่ว่าจะเป็น กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินฉบับมาตรฐานที่ขยายความคุ้มครองไปถึงภัยธรรมชาติและกรมธรรม์ภัยพิบัติจากเดิมคุ้มครองทุกอย่างทำให้เบี้ยแพง เมื่อแยกคุ้มครองเฉพาะภัยเบี้ยจะถูกลง อีกทั้งในส่วน ของประกันภัยพิบัติรัฐบาลเป็นผู้ดูแลเองผ่านกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติวง เงิน 50,000 ล้านบาทที่จะจัดตั้งขึ้นมาโดย รัฐบาลเป็นผู้รับความเสี่ยงเอง ดังนั้นการ คิดเบี้ยประกันภัยจะถูกลงเพราะรัฐบาลมั่นใจระบบบริหารจัดการน้ำ
นายกสมาคมประกันวินาศภัยกล่าว ว่า ทางคปภ. สมาคมประกันวินาศภัย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือไทย รีและสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (สทอภ.หรือGISDA) อยู่ระหว่างจัดทำแผนที่น้ำท่วม (Flood Model) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา รับประกันภัยพิบัติภายใต้กองทุนที่ว่านี้ โดย สมาคมฯจะจ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครที่มีความชำนาญทางด้านเทคนิคและเคยทำวิจัยให้กับธนาคาร โลก (เวิลด์แบงก์) เพื่อร่วมกันนำข้อมูลดาว เทียมแสดงพื้นที่น้ำท่วมของสทอภ.มาวิเคราะห์ ยิ่งกว่านั้นจะขอความร่วมมือจาก กรมพัฒนาที่ดินซึ่งมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความลึกของหน้าดิน พื้นดินตรงไหนเป็น ที่ราบ ที่ดอน ที่อุ้มน้ำเพราะลักษณะของดินมีผลต่อความเสียหายของน้ำเพื่อกำหนด แผนที่น้ำท่วมทั่วประเทศซึ่งทางบริษัท เอออน เบนฟิลด์ โบรกเกอร์ขนาดใหญ่อันดับ หนึ่งของโลกที่สมาคมฯ ให้เป็นผู้ประสานติด ต่อหาบริษัทรับประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) มารองรับการทำประกันภัยต่อและดูอัตรา เบี้ยประกันภัยมาให้คำแนะนำด้วยซึ่งการจัดทำแผนที่ฉบับสมบูรณ์อาจต้องใช้เวลา
แหล่งข่าวจากสมาคมประกันวินาศภัยกล่าวเสริมว่า
หลักการของการขายกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติคือลูกค้าต้องซื้อความคุ้มครอง ภัยธรรมชาติก่อนถึงจะซื้อกรมธรรม์ภัย พิบัติด้วยได้ ซึ่งเมื่อกรมธรรม์ภัยพิบัตินำออกขายในตลาดจะมีกรมธรรม์ให้ซื้อ 3 แบบคือกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยเพียวๆ 2.กรมธรรม์อัคคีภัยขยายความคุ้มครอง ภัยธรรมชาติ (ที่ไม่ใช่ภัยพิบัติตาม พ.ร.ก.) และ 3.กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ คุ้มครองตามพ.ร.ก.
>> 14 กุมภาเริ่มขายประกันภัยพิบัติลุ้นเบี้ยอาจต่ำกว่า 3%
ด้าน ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ภายหลังกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งประธานบอร์ดกองทุนส่ง เสริมการประกันภัยพิบัติและคณะกรรม การกองทุนฯ ตามกำหนดในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาสัปดาห์หน้าจะประชุมนัดแรกโดยคปภ. จะรวบรวมทุกเรื่องที่จัดเตรียมไว้อาทิ รูปแบบการรับประกันภัย อัตราเบี้ยประ กันภัยกรมธรรม์ประกันภัย เป็นต้น เสนอ บอร์ดกองทุนให้ความเห็นชอบ อาทิตย์ถัดไปจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสมาคมประกันวินาศภัย บริษัทประกันภัยที่กองทุนจะตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องการรับประกันภัย ประธานกองทุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลังและตน
รัฐบาลกำหนดให้เริ่มขายประกันภัยพิบัติในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้เป็น ของขวัญวันวาเลนไทน์ อัตราเบี้ยจะถูก หรือแพงอยู่ที่ 3 ปัจจัยคือต้องแพงกว่า อัตราเดิมก่อนเกิดน้ำท่วม ถูกกว่าในท้อง ตลาดที่ขายกันอยู่ในตอนนี้และเป็นราคาที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเพราะเอสเอ็มอีต้องส่งออกไป ต่างประเทศ ดังนั้นต้นทุนในการทำประกันภัยไม่ควรจะแพงหากเทียบกับคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งเราศึกษาอัตราเบี้ยของพวกเขา ประกอบด้วย
เรื่องอัตราเบี้ยประกันภัย แม้เลขาฯ คปภ.ยังไม่เปิดเผยเท่าไหร่ทางบอร์ดกองทุนพิจารณากำหนด แต่เบื้อง ต้นยอมรับก่อนหน้านี้เคยคุยกับบริษัทรับประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) ในต่าง ประเทศว่าหากทำประกันภัยต่อกับรีอินชัวเรอส์รายใหญ่ๆ คิดอัตราเบี้ยประกันประมาณ 8-10% หากรัฐบาลไทยต้องการได้ส่วนลด 3-5% ต้องทำมาตรการบริหารจัดการน้ำต่างๆ สมมติ อัตราเบี้ย 8% ได้ส่วนลดสูงสุด 5% เบี้ยอยู่ที่ 3% และหากพูดคุยกับรีอินชัวเรอส์หลายแห่งเบี้ยอาจจะต่ำกว่า 3% ได้ สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำจะช่วยทำให้ค่าเบี้ยประกันลดลงได้
>> ยันไม่บังคับประชาชนซื้อบริษัทไหนไม่ขายเสียโอกาสทำยอด
ส่วนที่ว่าจะเป็นภาคบังคับหรือสมัครใจนั้น ประเวช กล่าวว่า เบื้องต้นจะไม่บังคับเพราะลูกค้าที่กู้สินเชื่อบ้านแบงก์จะบังคับให้ทำประกันอยู่แล้วจะยิ่งเป็นภาระกับพวกเขา ยกเว้นหากเบี้ยประกันต่ำก็บังคับครัวเรือน เอส เอ็มอีหรือผู้ประกอบการรายใหญ่ทำประกันได้ หากครัวเรือนซื้อประกันมาก กระจายความเสี่ยงได้มาก เบี้ยจะยิ่งลดต่ำลง แต่การให้สมัครใจซื้อประกันมีความเป็นห่วงคนที่อยู่ริมน้ำจะแห่มาซื้อ ประกันกันมากเป็นอีกข้อที่ต้องพิจารณา โดยเบี้ยประกันจะแตกต่างกันตาม พื้นที่เสี่ยง เสี่ยงมากเบี้ยสูงหน่อย
ขณะที่การกำหนดให้บริษัทประกันภัยรับความเสี่ยงภัยไว้เองไม่น้อยกว่า 1% อีก 99 ที่เหลือส่งเข้ากองทุนฯ นั้น เลขาธิการคปภ.กล่าวว่า หากบริษัทประกันภัยแห่งใดรับไม่ไหวที่ 1% ไม่ต้องขายก็ได้ไม่ได้บังคับ แต่บริษัทจะ เสียธุรกิจ ยิ่งถ้าเบี้ยออกมาต่ำสามารถ ขายพ่วงไปกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย บวกภัยธรรมชาติได้จะยิ่งขยายธุรกิจได้ มาก สมมติผู้เอาประกันมาซื้อประกันภัยพิบัติบริษัทนี้ไม่ขายจะไปซื้อกับบริษัทอื่นมีให้เลือกถึง 67 บริษัท
สำหรับความคุ้มครองภายใต้กองทุนนี้ เบื้องต้นจะให้ความคุ้มครองภัยพิบัติแบบจำกัดความรับผิด (Sub limit) โดยภาคครัวเรือนกำหนดทุนประกันภัยไม่เกิน 100,000 บาท ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั้งรายใหญ่และรายย่อยให้ความคุ้มครอง รายละ 20% ของทุนประกันภัยแต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท โดยรัฐจะเป็นผู้ค้ำประกันกองทุนนี้ทั้งหมดกล่าวคือหากขายประกันภัยไปจนเต็มวงเงิน 50,000 ล้านบาท ส่วนที่เกินรัฐบาลจะค้ำประกัน ความเสียหายทั้งหมดให้ ซึ่งหากกอง ทุนขายประกันภัยไปจนมีเบี้ยประกันถึง ระดับ 20,000-30,000 ล้านบาทจะไปซื้อประกันภัยต่อกับต่างประเทศช่วยรองรับความเสี่ยง ซึ่งการขายประกันของกองทุนจะทำคู่ไปกับมาตรการบริหารจัดการของรัฐบาล
อนึ่ง ทั้งระบบคาดว่าจะมีครัวเรือนที่จะมาซื้อประกันภัย 1.3 ล้านครัวเรือนถ้าซื้อประกันทั้งหมดจะมีทุนประกัน 130,000 ล้านบาท ขณะที่เอสเอ็มอีมีทุนประกันรวม 350,000 ล้านบาทและรายใหญ่อีก 600,000 ล้านบาทรวมทุนประกันทั้งระบบ 1.08 ล้านล้านบาท
|
|