ตลาดเครื่องสำอางคึกคัก แบรนด์เกาหลี-ญี่ปุ่น ตบเท้าชิงพื้นที่สวยสาวไทย Korean DD นำเข้าสินค้ายอดฮิตจากเกาหลีร่วม 100 แบรนด์ เสนอราคาถูกกว่า สร้างโอกาสนักธุรกิจใหม่ร่วมขยาย 1 ตลาด 1 ร้าน 1 ห้าง 1 ช็อป ด้าน ฮาดะ ลาโบะ เข้าช่องเซเว่น อีเลฟเว่น ลุยออนไลน์ ขณะที่ ยักษ์เจ้าตลาด พอนด์ส ปรับโฉมครั้งใหญ่ สู้ภาพนวัตกรรมแข่งแบรนด์เกาหลี-ญี่ปุ่น
>> กระแสเกาหลีราคาจูงใจบุกไทย
นางสาวเรชุนาถ ไชยลังกา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดียร์ดี เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ก่อตั้งร้าน Korean DD เปิดเผยว่า เทรนด์ของเครื่องสำอางจากเกาหลียังได้รับความนิยมเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้บริโภคคนไทย โดยปัจจุบันมีแบรนด์เครื่องสำอางในเกาหลีกว่า 300 แบรนด์ และเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยแล้วประมาณ 50-60 แบรนด์ โดยบริษัทเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผ่านร้าน Korean DD ซึ่งมีเครื่องสำอางเกาหลีประมาณ 100 แบรนด์ หรือ 300 รายการ โดยคัดเลือกแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและกล่าวถึงทางอินเตอร์เน็ตเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับคนไทย โดยเป็นสินค้าสำหรับผู้หญิง 90% ผู้ชาย 10% และเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าถึง 80% อีก 20% เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายและเครื่องใช้ส่วนบุคคลอื่นๆ
ทั้งนี้ มีแบรนด์นำเข้าและจัดจำหน่ายโดยบริษัทแต่เพียงผู้เดียว คือ แบรนด์ Zanian ผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้าและกระสำหรับวัยรุ่นและคนทำงาน Baroness ผลิตภัณฑ์ยกกระชับผิวหน้าสำหรับวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป และ ddung เครื่องสำอางสำหรับวัยรุ่น
การนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมความงาม Top Ten จากประเทศเกาหลี มาทำตลาดในประเทศไทยนั้น มาจากประสบการณ์การทำงานและมองเห็นช่องทางการตลาดในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ซึ่งการแข่งขันในตลาดที่มีทั้งแบรนด์จากยุโรป อเมริกา และเอเชียนั้น ต้องมีจุดเด่นและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อจะอยู่ในตลาดที่มูลค่าสูง หรือกว่า 4 พันล้านบาท (ไม่รวมเคาน์เตอร์แบรนด์) แบ่งเป็นบำรุงผิวเพื่อผิวขาว 48% บำรุงผิวทั่วไป 43% บำรุงผิวที่มีคุณประโยชน์ เฉพาะ 9%
จุดเด่นของสินค้าภายในร้าน นอกเหนือจากการคัดเลือกแบรนด์ที่ได้รับความนิยม และมีการรีวิวการใช้จริงทางเว็บไซต์จนเป็นที่นิยมแล้ว ราคาสินค้ายังหลากหลาย ครอบคลุมตลาดกลาง-ล่าง ตั้งแต่ 59-3,200 บาท จึงคาดว่าจะได้รับความนิยม เป็นอย่างดี โดยในปี 2556 ยังมีแผนการนำเข้าสินค้าในกลุ่มเพื่อผิวกายมากขึ้น เพื่อตอบรับความต้องการของคนไทยที่นิยมผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเพื่อผิวขาว ทั้งผิวหน้าและผิวกาย รวมทั้งการทำวิจัยและ พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับโรงงานผลิตในเกาหลีสำหรับเครื่องสำอางสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ
>> ชูโอกาสนักธุรกิจใหม่ 1 ตลาด 1 ช็อป
สำหรับร้าน Korean DD ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 6 สาขา คือ เมเจอร์รัชโยธิน, อิมพีเรียล สำโรง, เดอะมอลล์ โคราช, ตะวันนา และอุบลราชธานี โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายขยายสาขาให้ได้ประมาณ 100 แห่ง ทั้งการลงทุนเอง และสำหรับผู้ที่สนใจทำธุรกิจร้านเครื่องสำอาง โดยมีต้นทุนประมาณ 500,000 บาทต่อร้าน สำหรับค่าตกแต่งสถานที่และสินค้าภายในร้าน โดยมีขนาดร้านมาตรฐาน 16 ตารางเมตร ซึ่งบริษัทจะมีรายได้จากการขายสินค้าเป็นหลัก ทำเลที่เหมาะสมคือห้างสรรพสินค้า แหล่งชุมชนและหน้ามหาวิทยาลัย โดยมีนโยบายชัดเจนคือการแบ่งพื้นที่ในการเปิดร้านที่ชัดเจน เรียกง่ายๆ ว่า 1 ตลาด 1 ร้าน 1 ห้าง 1 ช็อป
ในปีแรกจะใช้งบประมาณทางการตลาดประมาณ 10 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การแนะนำผลิตภัณฑ์จากผู้ใช้จริงทางนิตยสาร และสื่อออนไลน์ โดยปีนี้มีเป้าหมายทางรายได้ประมาณ 400 ล้านบาท ทั้งการจำหน่ายผ่านร้าน Korean DD การขายส่งและขายปลีกสินค้าให้กับร้านค้าอื่นๆ
ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย ยังมีแนวโน้มเติบโตดี แต่ลูกค้าต่างมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ต้องการ และมีการศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ โดยกระแสของเครื่องสำอางจากเกาหลียังมาแรง เนื่องจากประสิทธิภาพของสินค้า รวมทั้งราคาที่เหมาะสม เนื่องจากโรงงานผลิตเครื่องสำอางในเกาหลีเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาล
ตลาดเครื่องสำอางจากเกาหลีในประเทศไทยมีการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก เพราะมีหลายตัวแทนจำหน่ายที่นำเข้ามา ยังไม่รวมถึงคนที่ไปหิ้วจากเกาหลีมาขายเอง ส่วน Korean DD นั้นเน้นขายของแท้ 100% และราคาสมเหตุ สมผล นางสาวเรชุนาถ กล่าวในตอนท้ายว่า
>> ฮาดะ ลาโบะ ชูแบรนด์ญี่ปุ่นยังเข้มแข็ง
นายวรยุทธ วัชโรทยางกูร ผู้จัด การทั่วไป บริษัท โรห์โต้เมนโทลาทั่ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจาก บริษัท ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ฮาดะ ลาโบะ ลงสู่ตลาดเมื่อเดือนกันยายน 2553 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
ดังนั้น ในปีนี้จะใช้งบกว่า 20 ล้านบาทในการบุกตลาด โดยในช่วงไตรมาสแรกจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมการขาย สื่อโฆษณาทางทีวี สื่อในรถไฟฟ้า นิตยสาร และกิจกรรมออนไลน์ ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ชื่อ We love Hada Labo เพื่อสื่อสาร และสร้างสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าโดยตรง นอกจากนี้ ยังจัดพนักงานแนะนำความงามแบบฮาดะ ลาโบะ ในพื้นที่ขาย และเตรียม แจกสินค้าตัวอย่างผ่านทางนิตยสาร รวมถึงกิจกรรมโรดโชว์กว่า 2 แสนชิ้น ตามแหล่งชุมชนในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่
เนื่องจากบริษัทมองเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดเมืองไทย ทำให้จะเน้นกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ และต่อยอดขยายฐานผู้บริโภคให้เป็นวงกว้างมากขึ้น เริ่มจากการขยายช่องทางการจำหน่ายให้มีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมจะจำหน่ายเฉพาะวัตสัน
กลยุทธ์ที่ทำให้ฮาดะ ลาโบะ ประสบความสำเร็จในการทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นจีน หรือฮ่องกง คือ การจำหน่ายในช่องทางเฉพาะ ก่อนที่จะกระจายไปยังร้านค้าทั่วประเทศ เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายได้โดยตรง
นอกจากนี้ ในช่องทางร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่น อีเลฟ เว่น บริษัทได้นำตัวโลชั่นที่ขายดีที่สุด คือ ฮาดะ ลาโบะ เอสเอชเอ มอยซ์เจอไรซิ่ง โลชั่น ขนาดใหม่ 30 มล. ราคา 99 บาท เข้าไปจำหน่าย ล่าสุด ทางบริษัทได้นำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 ชนิด เข้ามาทำตลาด ได้แก่ ซุปเปอร์ไฮยาลูโรนิค แอซิด มอยส์เจอร์ไรซิ่ง คลีนซิ่ง ออยล์, ซุปเปอร์ไฮยาลูโรนิค แอซิด มอยส์เจอร์ไรซิ่ง เฟส มาส์ค และอาร์บูติน ไวท์เทนนิ่ง มิลค์ ทำให้ปัจจุบันมีสินค้ากว่า 15 รายการ คาดว่าปีนี้จะสามารถทำยอดขายฮาดะ ลาโบะได้ 60 ล้านบาท
>> พอนด์สปรับภาพแข่งแบรนด์เกาหลี-ญี่ปุ่น
นางวรรณิภา ภักดีบุตร รองประธานกรรมการบริหารด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ พอนด์สในรอบ 4 ปี เพื่อมุ่งเน้นประสิทธิภาพของสินค้าที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์พอนด์สทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรก เนื่องจากเป็นตลาด ที่มีศักยภาพ และผู้บริโภคเปิดรับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้ยังเป็นรองประเทศเกาหลี และญี่ปุ่น
การปรับภาพลักษณ์ครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงในแง่ของการสื่อสารแบรนด์ โดยจะกล่าวถึงเทคโนโลยีมากขึ้น นอกเหนือจากอารมณ์ความรู้สึกจากการใช้ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากผู้บริโภคจะให้ความสำคัญผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองใช้มากขึ้น ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ที่ผู้หญิงไทยใช้ดูแลผิวหน้า จะมี 4 ตัว คือ ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ครีมบำรุงผิว ครีมบำรุงใต้ตา และเซรั่ม โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 700 บาทต่อคนต่อปี
นอกจากนี้ ได้มีการเปิดตัว 2 นวัตกรรมในกลุ่มเพื่อผิวขาว และลดเลือนริ้วรอย ที่มีการคิดค้นจากสถาบันวิจัยพอนด์ส พร้อมด้วยการส่ง ญาญ่า-อุรัสยาเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงวัย 18-25 ปี และบี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงวัย 25-35 ปี
สำหรับภาพรวมตลาดเพื่อการบำรุงและทำความสะอาดผิวหน้าในปีนี้ คาดว่าจะมีการเติบโตที่ 5-7% หรือมีมูลค่า 13,000 ล้านบาท มีการเติบโตที่ดีเท่ากับปีที่แล้ว แบ่งเป็นตลาดผลิตภัณฑ์ล้างหน้า 5,000 ล้านบาท และตลาดบำรุงผิวหน้า 8,000 ล้านบาท ปัจจุบัน พอนด์ส เป็นผู้นำตลาดเพื่อการบำรุงและทำความสะอาดผิวหน้า มีส่วนแบ่งที่ 16% |
|