นายกฤตวิทย์ ศรีพสุธา กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด ค่ายประกันภัยรถยนต์ อันดับหนึ่งของประเทศ เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า ขณะนี้มีลูกค้ารถยนต์ที่ทำประกันภัยชั้น 1 ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเข้ามาที่บริษัทแล้วประมาณ 7,000 กว่าคัน ค่าสินไหมทดแทนรวมใกล้หลัก 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยค่าซ่อมต่อคันประมาณ 120,000 บาท ซึ่งใน 7,000 กว่าคันมีการเจรจาตกลงค่าเสียหายกันได้แล้วประมาณ 80% ตัวเลขรถที่เสียหายน่าจะนิ่งแล้วเพราะรถส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหายกู้ขึ้นมาหมดแล้วคันที่ต้องการซ่อมจัดส่งไปซ่อมส่วนคันไหนที่ท่วมหนัก เสียหายสิ้นเชิง (total loss) ก็เจรจาคืน ทุนประกันภัยให้กับลูกค้าไปซึ่งจะจ่าย เงินให้กับลูกค้าทันที
อย่างไรก็ดี ในกรณีของการคืนทุนประกันภัย นายกฤตวิทย์กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าน่าจะมีรถที่เสียหายสิ้นเชิงและต้องคืนทุนประกันภัยประมาณ 2,000 คัน แต่เมื่อมีการตกลงเจรจากัน จริงปรากฏว่าลูกค้าที่รถถูกน้ำท่วมเสียหายหนักจนไม่น่าจะซ่อมได้ยอมตกลงรับทุนประกันคืนประมาณ 1,500 คัน ส่วนที่เหลือไม่ยอมรับอยากให้ซ่อมมากกว่าเพราะ ลูกค้าบางคนไม่เข้าใจรถที่ถูกน้ำท่วมเกิน 2-3 สัปดาห์ไม่สมควรซ่อมเพราะซ่อมอย่างไรก็ไม่เหมือนเดิมซึ่งพอซ่อมแล้วไม่เหมือนเดิมจะกลับมาขอรับทุนประกันคืนก็หักจากค่าซ่อมที่จ่ายไป
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอู่ซ่อมไม่พอเพราะอู่จำนวนหนึ่งถูกน้ำท่วมกระทบการ ซ่อมต้องเข้าคิวรอนาน ขณะที่บางคันต้องรออะไหล่ที่จะนำเข้ามาด้วยเพราะโรง งานผลิตอะไหล่ถูกน้ำท่วมเช่นกัน ยิ่งทำให้ ระยะเวลาการซ่อมนานขึ้นไปอีกบริษัทจึงแนะนำให้ลูกค้ารับทุนประกันคืน
นายกฤตวิทย์กล่าวว่า แม้ค่าเสียหายครั้งนี้จะค่อนข้างสูงใกล้เกือบ 1,000 ล้านบาทแต่ก็ไม่ได้มากอย่างที่คิดเนื่องจากบริษัทมีการซื้อประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกิน (Excess of loss) กับบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศคือซีซีอาร์ไว้ เป็นการประกันภัยต่อความเสียหายส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทไปถึง 750 ล้านบาทไว้กล่าวคือหากมีความเสียหายเกิดขึ้นบริษัทรับผิดชอบค่าเสียหาย 100 ล้านบาทแรกกับส่วนที่เกินจาก 750 ล้านบาท โดยบริษัทสามารถนำซากรถไปขายต่อซึ่งจะมีรายได้เข้ามาส่วนหนึ่ง
อีกทั้งยังมีโครงการเฟิร์สต เอด (First Aid) ซึ่งเป็นโครงการซ่อมรักษารถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมทันทีหลังกู้ขึ้นจากน้ำสามารถลดความเสียหายไม่ให้หนักมากได้
ความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ผ่านมาทั้งประกันภัยรถยนต์และประกันภัยไม่ใช่รถยนต์ (นอน มอเตอร์) ที่เป็นประกันทรัพย์สิน ค่าเสียหายสุทธิ (net loss) ที่เราต้องจ่ายเองไม่ถึง 1,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4% ของเบี้ยรับรวมที่เรามีอยู่กว่า 20,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีค่าเสียหายมากขนาดนี้ ขณะที่อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) รถยนต์และนอน มอเตอร์รวมกันประมาณ 50% กว่าๆ หากค่าเสียหายจากน้ำท่วมซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์จะทำให้ Loss Ratio รวมของเราขยับมาอยู่ที่ 62% ก็ไม่สูงมากอย่างรถยนต์ค่าสินไหมตอนนี้อยู่ที่ 65% หากรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ 15% และค่าคอมมิสชั่น 18% ไม่มีปัญหา
นายกฤตวิทย์กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมครั้งนี้แม้จะส่งผลกระทบต่อเงินกองทุนบ้างทำให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย (CAR Ratio) ลดลงแต่ไม่มาก ซึ่งขณะนี้บริษัทมีอัตราส่วนเงินกองทุนประมาณ 300% หักความเสียหายสุทธิจากน้ำท่วมแล้วเงินกองทุนยังเกินเกณฑ์ของคปภ.อยู่ ส่วนหนึ่งเพราะประกันภัยรถยนต์มีการกระจายความเสี่ยง ได้ดี อีกทั้งระหว่างน้ำท่วมอุบัติเหตุบนท้อง ถนนเกิดน้อยลงเพราะประชาชนไม่ได้นำรถออกมาใช้งาน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน
ก่อนหน้านี้ นายพันธ์เทพ ชัยปริญญา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมทดแทน บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด ในฐานะประธานชมรมสินไหมยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยให้ความเห็นถึงสาเหตุที่ลูกค้าที่รถยนต์ถูกน้ำท่วมเสียหายหนักต้องการให้บริษัทประกันซ่อมรถให้แทนที่จะรับทุนประกันคืนเพราะถ้าคืนทุนลูกค้าขาดทุน สมมติทำสัญญาเช่าซื้อ 500,000 บาทรวม ดอกเบี้ย 580,000 บาท ลูกค้าใช้รถไปแค่ 3-6 เดือนจ่ายค่างวดไป 6 เดือนละ 7,000 บาท รวม 42,000 บาทถ้าคืนทุน 500,000 บาทยังไม่พอจ่ายดอกเบี้ยและยังมีเงินที่ดาวน์ไปอีก ซึ่งถ้าลูกค้าเลือกจะซ่อมบริษัทประกันจะจ่ายค่าซ่อมให้ไม่เกิน 70 ของทุนประกันส่วนที่เกินลูกค้าต้องจ่ายค่าซ่อมเอง
|
|