มหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมาส่งผลถึงช่องทางขายผ่านแบงก์ หรือแบงก์แอสชัวรันส์เติบโตได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดย กฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเงินฝากและการลงทุน และประกันภัยธนพัทธ์ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาสามารถทำผลงานได้แตะเป้า ทั้งๆ ที่น่าจะทำได้มากกว่านั้น หลังจากที่มีพันธมิตรด้านประกันชีวิตเพิ่มเข้ามาอีกราย โดยตั้งใจว่าจะสามารถเติบโตได้เกินกว่า 30% แต่ภาวะน้ำท่วมก็ทำให้ตัวเลขชะลอตัวลงไปทำได้เพียงแตะเป้า 6,000 ล้านบาทเท่านั้น....
ตัวเลข ณ สิ้นกันยายน 2554 ตัวเลขถือว่าน่าพอใจมากเติบโตได้มากที่สุดตั้งแต่เราทำช่องทางแบงก์ แอสชัวรันส์มาโดยเติบโตได้ถึง 30-40% แต่บังเอิญมาเจอน้ำท่วมทำให้ เบี้ยชะลอตัวลงทำให้ถึงปลายปีเติบโตได้แค่ 20%
>>ปีนี้ธุรกิจประกันปัจจัยบวกเยอะเป้าแบงก์แอสชัวรันส์โต 30-40%
อย่างไรก็ดี ปีนี้เขาเชื่อว่าธุรกิจประกันภัยมีปัจจัยบวกอยู่มาก ประการแรก คือ พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากที่จะมีผล 1 สิงหาคม 2555 จะส่งผลให้คนหันมากระจายความเสี่ยงมายังการประกันชีวิตมากขึ้น ประการที่สองเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังทรงตัวไปจนถึงไตรมาสสามถึงจะปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สินค้าประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ที่เน้นผลตอบแทน (Endowment) ใน รูปของดอกเบี้ยได้รับความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น
เมื่อการประกันชีวิตเติบโตได้ดีก็ย่อมส่งผลให้แบงก์แอสชัวรันส์เติบโตได้ดี เพราะสัดส่วนเบี้ย 70% ของเราเป็นประกันชีวิต ขณะที่ประกันวินาศภัยแบงก์ที่มีธุรกิจไฟแนนซ์ก็จะเน้นออกสินค้าประกันภัยรถยนต์มารองรับ ส่วนธนาคารที่ไม่เน้นไฟแนนซ์ แต่เน้นเรื่องของประกันภัยทรัพย์สิน ผลพวงจากน้ำท่วมก็จะทำให้คนหันมาตื่นตัวทำประกันมากขึ้น แต่ยังต้องรอดูผลกระทบที่แท้จริงของบริษัทประกันภัยที่จะส่งผลต่อเบี้ยประกันว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างไร ดังนั้นปีนี้เราจึงตั้งเป้าเติบโต 30-40% จากปีที่ผ่านมา
สำหรับนโยบายแบงก์แอสชัวรันส์ กฤษณ์ กล่าวว่า เน้นในเรื่อง 1.การจัดแพ็กเกจสินค้าตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ทั้งประกันชีวิต และประกันวินาศภัย 2.เน้นการออกสินค้าประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์มากขึ้น โดยเฉพาะแบบ Guarantee Issue Ordinary Insurance (GIO) หรือการประกันชีวิตที่ทุนประกันไม่สูงไม่ต้องตรวจสุขภาพ เน้นผลตอบ แทนหรือพ่วงประกันสุขภาพ เพื่อให้สะดวกในการซื้อ และ 3.การเพิ่มอัตราการเข้าถึงสินค้าที่พ่วงกับสินเชื่อมากขึ้น ทั้งประกันชีวิต และประกันวินาศภัย
>>เชื่อมือ เอเอซีพี-ไทยประกันชีวิตลุยกรุงเทพฯ-ตจว.ตั้งเป้าโต 25%
ทั้งนี้ ในส่วนของประกันชีวิต 70% เป็นประกันชีวิตประเภทสามัญ (Ordinary) ที่เหลือเป็นการประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA : Mortgage Reducing Term Assurance) ธนาคารมีพันธมิตร 2 ราย ที่แบ่งกันทำตลาดชัดเจน คือ บมจ. อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.ประกันชีวิต หรือเอเอซีพี ทำตลาดในกรุงเทพ และบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด ทำตลาดต่างจังหวัด ซึ่งผลงานในปีที่ผ่านมาถือว่าน่าพอใจทั้ง 2 ราย
ทั้ง 2 บริษัทต่างก็มีความแข็ง แกร่งในแง่ของการทำตลาด โดยตลาดกรุงเทพเอเอซีพีก็สามารถทำ สินค้าตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี พนักงาน แบงก์เริ่มคุ้นเคยกับการขายสินค้าแบบมีส่วนร่วมในปันผล (Participating Policy) และลูกค้าก็ชอบสินค้าประเภทนี้ ขณะที่ไทยประกัน ชีวิตด้วยแบรนด์ไทยก็ทำให้ทำตลาดต่างจังหวัดได้ดี หากว่าไม่ติด น้ำท่วมปีที่แล้วเบี้ยก็จะมากกว่านี้ โดยปีนี้เราเตรียมปรับสินค้าใหม่ 2-3 แบบ และจะออกใหม่อีก 1 แบบ เน้นสินค้าในลักษณะ GIO ตั้งเป้าเติบโต 25%
>>คาดคนตื่นซื้อผวาน้ำท่วมหนุนวินาศภัยโต 30%
ด้านประกันวินาศภัย ซึ่งถือว่า มีฐานลูกค้ามากกว่าประกันชีวิต โดยปีที่ผ่านมาในจำนวนลูกค้าใหม่ 150,000 ราย เป็นประกันวินาศภัย ถึง 100,000 ราย มาจากสินค้า ประกันภัยแบบสำเร็จรูปตระกูล Prompt ซึ่งปีนี้ธนาคารมีนโยบายจัดแพ็กเกจ ความคุ้มครองและพ่วง กับเงินฝากเพื่อให้ตรงกับความต้อง การมากขึ้น ล่าสุด เปิดตัว บัญชีเงินฝากกรุงศรีเพื่อลูกรัก Krungsri Youth Savings ให้สิทธิลูกค้าที่เปิดบัญชีนี้สามารถรับสิทธิพิเศษซื้อ ความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) สำหรับเด็กได้ด้วยค่าเบี้ยประกัน 3,000 บาทต่อปี รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุสูงสุด 30,000 บาทต่อครั้ง และ ค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ครั้งละ 700 บาท ในกรณีเจ็บป่วยด้วย 6 โรค ได้แก่ อาการเป็นพิษ, ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน, ไข้เลือดออก, ไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดใหญ่ 2009
ส่วนสินค้าประกันวินาศภัยอื่นๆ เชื่อว่าจากน้ำท่วมจะทำให้คน ตื่นตัวซื้อมากขึ้น เช่น ประกันอัคคีภัยบ้านอยู่อาศัย ซึ่งเรามีแพ็กเกจประกันอัคคีภัยบ้าน KRUNGSRI Home Prompt ให้ความคุ้มครองภัย น้ำท่วมด้วยขายอยู่ ก็คาดว่าจะมีคน สนใจซื้อมากขึ้น และจากการตื่นตัวนี้จึงทำให้เราตั้งเป้าเติบโตไว้ 30%
อย่างไรก็ดี ลูกค้าเดิมที่ซื้อประกันบ้านที่มีความคุ้มครองน้ำท่วมด้วยนั้น มียอดเคลมเข้ามาประมาณ 15-20% ของลูกค้าที่มีคุ้มครองน้ำท่วมทั้งหมด ซึ่งหากเป็นลูกค้าเก่าธนาคารยังต่อสัญญา คุ้มครองภัยน้ำท่วมให้ โดยอัตราเบี้ยอาจปรับเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีการขายให้กับลูกค้าใหม่ เพราะต้องรอความชัดเจนจากบริษัทประกันภัยในเรื่องของอัตราเบี้ย และความคุ้มครองก่อน |
|