หน้าแรก > การเมือง > ข่าวการเมือง   
  [ ฉบับที่ 1267 ประจำวันที่ 18-1-2012  ถึง 20-1-2012 ]

อนาคตประชานิยม..‘หลักประกันสุขภาพ’..ในมือ ‘รัฐบาลปู’

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 
นโยบายประชานิยม เริ่มเป็นที่รู้จักของคนไทย เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นำมาเป็นนโยบายในการหาเสียง จนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2544 และชนะถล่มทลายอีกครั้งเมื่อปี 2548 จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

นโยบายประชานิยม นโยบายหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณที่นับได้ว่า ประสบความ สำเร็จอย่างยิ่งก็คือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งก็คือ ระบบหลักประกันสุขภาพในเวลาต่อมานโยบายดังกล่าว ถูกโจมตีอย่างหนักจากพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้นว่า จะส่งผลกระทบต่อการคลังของรัฐบาลที่จะต้องหาเงินไปชดเชยส่วนที่จ่ายเพิ่มเติมแต่พอมาถึงพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล กลับนำเอานโยบายรักษา พยาบาลฟรีมาใช้อีก กลายเป็น “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” แต่ถึงวันนี้ นโยบายประชานิยมดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐบาลดังที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยอภิปรายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง กระทรวงการคลังก็ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ แต่จู่ๆ ด้วยเหตุผลกลใดมิอาจทราบได้ ก็มีกลุ่มคนที่อ้างตัวเองว่าเป็น “กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ” โผล่ออกมาเคลื่อนไหวในทำนองว่า จะปกป้องระบบประกันสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ พอสรุปได้คือ

1.จับตาการดำเนินงานของรัฐบาลและคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพฯ

2.เปิดโปงความไม่โปร่งใส ในการดำเนินงานของระบบหลักประกันสุขภาพ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงระดับสถานพยาบาล

และ 3.นำเสนอข้อเท็จจริงของการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม มีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบรักษาของบัตรทอง มีมาตรฐาน และคุ้มค่ากว่า ระบบของข้าราชการฯ

จากวัตถุประสงค์ข้อแรก จะจับตาการดำเนินงานของรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ไปเพื่ออะไร เพราะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ก็เป็นนโยบายประชานิยมที่มีรากเหง้ามาจากพรรคไทยรักไทย นั่นก็เป็นที่แน่นอนว่า รัฐบาลชุดนี้ย่อมต้องสานต่อโครงการดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วัตถุประสงค์ประการที่ 2 เปิดโปงความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานฯ ซึ่งข้อนี้ มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการตรวจสอบการใช้เงินของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า “สปสช.” ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจพบความผิดปกติและมีความเคลือบแคลงสงสัยในการบริหารงานของ สปสช.

นอกจากนี้ ในประเด็นการตรวจสอบเงินค้างท่อของบัตรทองในปี 2554 กว่า 4,000 ล้านบาท ตามที่นายแพทย์บัญชา ค้าทอง ผู้แทนกลุ่มประกันสุขภาพ สำนัก งานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดเผยถึงเรื่องนี้เมื่อปลายปี ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มดังกล่าวในประการที่ 2 และวัตถุประสงค์ประการสุดท้าย นำเสนอข้อเท็จจริงในการรักษาพยาบาลของ บัตรทองมีความเหมาะสม มีคุณภาพ มาตรฐานกว่าระบบข้าราชการ

ข้อเท็จจริงในประการสุดท้าย ต้องทำความเข้าใจว่า “บัตรทอง” ไม่ได้มี ใช้เฉพาะ คนยากจนเท่านั้น แต่มีอยู่ในมือคนที่มีรายได้น้อยไปจนถึงเศรษฐีก็ใช้บัตรทอง ผลที่ตามมาจากระบบประกันสุขภาพนั้น ย่อมปรากฏค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

“กุลิศ สมบัติศิริ” ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “สยามธุรกิจ” ว่า ค่าใช้จ่ายโดยรวมการประกันสุขภาพในประเทศไทยคิดเป็น 4.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) คาดกันว่าในปี 2590 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมของ ผู้สูงอายุ รัฐบาลจะต้องเตรียมรับภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน รองรับ เพื่อลดภาระความเสี่ยง โดยกระทรวงการคลังเริ่มโครงการจัดตั้งกองทุนการออม แห่งชาติ ให้มีการออมเพื่อชราภาพ ครอบคลุมแรงงาน ที่ยังไม่ได้มีการคุ้มครองเหมือนกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ (กบข.)

นอกจากนี้ ยังจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนบริหารทรัพยากรที่รัฐลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เอกชนลงทุนก่อสร้างอาคารผู้ป่วย ส่วนรัฐจ่ายค่าเช่าให้การลงทุน ในเครื่องมือทางการแพทย์ อาทิ เครื่องซีทีสแกน อาจให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนจัดซื้อ แต่ภาครัฐจัดหาคนป่วยส่งให้ จ่ายในราคาที่กรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งจะทำให้เอกชนได้ลูกค้าที่ แน่นอน

“ในอังกฤษมีการลงทุนในลักษณะนี้เช่นกัน หรือในญี่ปุ่น รัฐบาลท้องถิ่นเมืองโยโกฮามา ยกโรงพยาบาลของสภากาชาดให้เอกชนเป็นผู้บริหารนาน 20 ปี จ่ายผลตอบแทน คืนรัฐบ้าง ในเกาหลีใต้ก็เปิดให้เอกชนสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน โดยรัฐจ่ายค่าก่อสร้าง คืนให้ เป็นรายปี 10 ปี หรือ 20 ปี มีการจ้างเอกชนเข้าบริหาร โดยมีคณะกรรมการเข้าไปประเมินผลงานว่าให้บริการดีหรือไม่ ถ้าไม่ดีก็หักค่าบริหารที่ให้ไว้ลง เป็นต้น โดย ขณะนี้รัฐกำลังพิจารณาขยายบทบาทภาคเอกชนในการประกันสุขภาพ ข้าราชการ ขณะนี้ กระทรวงการคลังได้ให้สำนักงานประกันภัยทำหน้าที่ศึกษาอยู่”

นี่คือข้อเท็จจริงจากข้าราชการในกระทรวงการคลังที่รับผิดชอบดูแลเรื่องงบประมาณที่เพิ่มมากขึ้นจากการใช้ประกันสุขภาพอย่างไม่มีขอบเขต เพราะหากรัฐไม่ควบคุมค่าใช้จ่าย โดยการกระจายไปให้ภาคเอกชนรับไปดำเนินการบ้าง ในท้ายที่สุดงบประมาณชาติย่อมมีแนวโน้มสุ่มเสี่ยงถังแตกสูง!!!

ที่สำคัญภาครัฐต้องทำความเข้าใจให้คนในสังคมเปลี่ยนชุดความคิดที่มองว่า “ภาคเอกชนเป็นผู้ร้ายของสังคม” เพราะบ้านเราพอบอกว่า จะให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการ ส่วนมากก็มักจะเกิดกระบวนการขัดแข้งขัดขาตามมา ประมาณว่า ฝ่ายที่ ดึงเอกชนเข้ามามันจะต้องมีผลประโยชน์ร่วมกับเอกชน

“ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา” ประธานราชวิทยาลัย กุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุถึงปัญหาระบบประกันสุขภาพว่า การรักษาฟรีแม้จะมีข้อดีแต่ก็มีข้อเสียคือ คนไข้ มักจะไม่รับผิดชอบและไม่ดูแลตนเอง เจ็บป่วยนิดหน่อยก็มักจะไปโรงพยาบาล ใน ต่างประเทศแม้มีการรักษาพยาบาลฟรี แต่มีมาตรการที่จะทำให้ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบ และดูแลตนเอง แต่ผู้ป่วยจะต้องมีการลงทะเบียนเข้ารับการรักษา โดยจ่ายค่าลงทะเบียน 30 เหรียญต่อครั้ง

“ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ยกตัวอย่างในไต้หวัน ถ้า คนไข้ต้องการไปใช้โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงดีมีขนาดใหญ่ ต้องจ่ายค่ารักษาเพิ่มขึ้นมาก กว่าโรงพยาบาลขนาดเล็ก คนไข้ต้องจ่ายค่ารักษาในระดับหนึ่ง ยกเว้นแต่ถ้าเป็นคน ยากไร้จริงๆ จึงจะไม่ต้องจ่าย”

“พ.ญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ” ประธานสมาพันธ์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์/โรง พยาบาลทั่วไป เปิดเผยในกรณีเดียวกันว่า สปสช.ได้สร้างกฎเกณฑ์ให้ประชาชน 48 ล้านคน ใช้บริการแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง และใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง คนไข้บางราย เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่ก็ไปเรียกหมอตอนตี 2 โดยไม่เคยถามผู้รักษาเลยว่า จะรู้สึกอย่างไรไหวไหม

“สปสช.ยังสร้างภาพว่า ตนเองเป็นตัวแทนประชาชน เป็นผู้ถือเงินจ่ายให้ผู้รักษา โดยดำเนินการแบบเหมาจ่าย แต่ละจังหวัดแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งก็ได้รับไม่เท่ากันไม่ รู้ว่าเกณฑ์ในการจัดสรรอย่างไร ผลที่ตามมาก็คือ สปสช.มีเงินค้างท่อจำนวนมหาศาล ทำให้โรงพยาบาลในต่างจังหวัดบางแห่งขาดสภาพคล่องรุนแรงจนอาจถึงขนาดเจ๊งได้”

จากมุมมองของกลุ่มแพทย์ มันได้ทอดยอดออกมาเป็นข้อเสนอไปสู่รัฐบาลใน 4 ข้อที่น่าสนใจยิ่ง

1.สปสช.ควรมีบทบาทเป็นตัวแทนประชาชน โดยทำหน้าที่ตรวจสอบดูมาตรฐาน ดูผลกระทบ ไม่ต้องถือเงิน ไม่ซื้อของไม่ซื้อยา ให้แต่ละเขตหรือจังหวัดบริหารเงินเอง

2.สปสช.ไม่ควรเอาการรักษามาผูกกับเงินอีก ให้ผู้รักษามีอิสระในการตรวจและรักษาผู้ป่วยแบบที่ควรจะเป็น

3.มีระบบให้ประชาชนร่วมจ่าย เพื่อให้ระบบยาที่รักษาผู้ป่วยมีคุณภาพกว่า ปัจจุบัน

4.ประชาชนควรได้มีการกำหนดเงื่อนไขในการเข้าใช้บริการคือ จำกัดจำนวนครั้งต่อปี จำกัดเวลา โดยผู้ป่วยทั่วไปมาเวลากลางวันและเฉพาะผู้ป่วยวิกฤติฉุกเฉิน จึงมาได้ 24 ชั่วโมง

ทั้งหมดคือ เสียงสะท้อนที่มีความเห็นต่างจากนโยบายหลักประกันสุขภาพที่ได้ ดำเนินมา ซึ่งเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก และเป็นความเห็นต่างที่ต้องมาช่วย กันคิดช่วยกันแก้ไขให้สมบูรณ์ที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ย่อมขึ้นอยู่กับความใจกว้างของผู้เกี่ยวข้องว่า จะยอมรับความเห็นต่างได้หรือไม่???

ความเห็นที่แตกต่างในระบบประกันสุขภาพที่เกิดขึ้นในสังคมเวลานี้ ถือเป็นเรื่องที่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่เข้ามาสานต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ต้องชั่งน้ำหนักดูเหตุ ดูผล ดูเบื้องหน้า ดูเบื้องหลังของความแตกต่างในทางความคิด ข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นให้รอบด้าน

ที่สำคัญต้องประเมินความเสียหายที่เกิดจาก นโยบายประกันสุขภาพที่ผ่าน มาเป็นอย่างไร แล้วนำไปปรับใช้เพื่อให้เหมาะสมและเกิดสังคมที่เป็นธรรมกับทุก ฝ่าย ถ้าคิดจะเดินหน้า นโยบายประชานิยมหลักประกันสุขภาพให้ยั่งยืน

 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com