หน้าแรก > การตลาด > lead   
  [ ฉบับที่ 1070 ประจำวันที่ 3-2-2010  ถึง 5-2-2010 ]

1ขวบปี PL Law เมืองไทย

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
หุ้นไทยคลายกังวลอเมริกาลดงบฯ ...
ท้องถิ่นเฮ!ปรับเงินเดือนใหม่ ป.ตรีให้ 1.3 หมื่น/ขยับซี ...
ส.อ.ท.ร้าวลึกประกาศไม่เผาผี "ธนิต" เอาคืนฟ้องกลับ "พยุ...
ผู้ว่าฯ "ไร้รอยต่อ" !?!...
โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาด...
"แอร์เบอร์5" ร้อนรับไฟวกฤติ "รุ่นประหยัด-ราคาถูก" เปิดศ...
ดึง4ยอดมวยไทยร่วมศึกมาราธอน-“สมรักษ์”เดิมพัน”เจริญทอง”1...
 
 

> ตลกร้ายผู้ประกอบการรายย่อย/จี้รัฐสางปม/สคบ.แนะปรับตัวให้ทัน

1 ปี PL Law ตลกร้ายของผู้ประกอบการ ฝันหวานของผู้บริโภค “สคบ.” แจงผู้ประกอบการน้ำดี ต้องปรับตัวให้ทัน ชี้ไม่ยากอย่างที่คิด เหตุทุกอย่างอยู่ภายใต้จริยธรรมของการทำธุรกิจ ด้านผู้ประกอบการวอนภาครัฐเหลียวแล มาตรฐานสูงลิ่วบอนไซราย ย่อย ขอเวลาปรับตัวอีกระยะ

เรื่องฟ้องร้องบันลือโลก จาก Stella Awards ซึ่งเป็นการจัดอันดับคดีที่ชนะมาได้อย่างไม่น่าเป็นไปได้ประจำปี ของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่านาง Merv Grazinsk ได้ซื้อรถบ้านยี่ห้อหนึ่งมาใช้ วันหนึ่งขณะขับรถกลับบ้าน เธอเกิดหิวขึ้นมา จึงตั้งระบบขับความเร็วคงที่ 70ไมล์ ต่อชั่วโมง (cruise control) แล้วเดินไปในครัวท้ายรถเพื่อทำแซนด์วิช

รายงานระบุว่า เธอไม่ได้เป็นอะไรมาก แถมยังฟ้องร้องต่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ โดยอ้างว่าคู่มือการใช้ไม่ชัดเจน โดยไม่มีการระบุว่า “ไม่ควรละจากที่นั่งคนขับในขณะตั้งความเร็วอัตโนมัติไว้” จนชนะคดีได้ 1,750,000 เหรียญ พร้อมรถคันใหม่

กรณีตัวอย่างของ PL Law กลายเป็นตลกร้ายของผู้ประกอบการอีกมากมาย จนปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการใน บ้านเราต้องอกสั่นขวัญผวา เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมาย

ถอดแบบมาจาก PL Law ในต่างประเทศ ขณะที่ผู้บริโภคยิ้มร่ากันถ้วนหน้า พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑ หรือ PL Law (Product Liability Law) ประกาศใช้มาตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ปี 2552 จนถึงวันนี้เกือบครบ 1 ปีของการประกาศใช้ เนื่องจาก

PL Law มีรูปแบบที่ดัดแปลงมาจากกฎหมายในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับเมืองไทย ดังนั้น หลายฝ่ายจึงยังคงให้ความสนใจ และเกิดคำถามขึ้นอีกมาก

PL Law เป็นรูปแบบกฎหมายที่มาจากต่างประเทศ และมีการใช้มาหลายสิบปี โดยมุ่งเน้นไปที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ สินค้าหรือผลผลิตที่มีความบกพร่องจากการผลิต และกระบวนการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดจากฉลากสินค้า โดยทั้ง 2 ส่วน ต้องก่อให้เกิดปัญหาทางด้านร่างกายหรือจิตใจของผู้บริโภค จึงจะนำมาฟ้องร้องผ่าน PL Law

ตามพ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้หมายเหตุไว้ในตอนท้ายว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ สินค้าในปัจจุบันไม่ว่าจะผลิตภายในประเทศหรือนำเข้า มีกระบวนการผลิตที่ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูงขึ้นเป็นลำดับ การที่ผู้บริโภคจะตรวจพบว่าสินค้าไม่ปลอดภัยกระทำได้ยาก เมื่อผู้บริโภคนำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไปใช้ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สินของผู้บริโภคหรือบุคคลอื่นได้ แต่การฟ้องคดีในปัจจุบันเพื่อเรียกค่าเสียหายมีความยุ่งยาก เนื่องจากภาระในการพิสูจน์ถึงความจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการกระทำผิดของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าตกเป็นหน้าที่ของผู้ได้รับความเสียหาย ตามหลักกฎหมายทั่วไปเพราะยังไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากสินค้า

โดยมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในความเสียหายของผู้ผลิตหรือผู้เกี่ยวข้องไว้โดยตรง จึงสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยนำหลักความรับผิด โดยเคร่งครัดมาใช้ อันจะมีผลให้ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ถึงความไม่ปลอดภัยของสินค้า ตลอดจนได้รับการชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นธรรม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ข้อดีของ PL Law นอกจากจะเป็นการสร้างมาตรฐานคุณภาพอีกชั้นของสินค้าต่างๆ แล้ว ยังเป็นการเปิดสิทธิ ของผู้บริโภคในการเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้ เบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ อีกด้วย โดยรายละเอียดต่างๆ สามารถเข้าไป ศึกษาได้ในเว็บไซต์ของสคบ.www. ocpb.go.th

นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา อดีตผู้อำนวยการส่วนกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรม การคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า สคบ. ร่วมกับสภาหอ การค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย ฯลฯ ในการเตรียมความพร้อมในการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนและผู้ประกอบการ มาก่อนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ได้ทราบถึงข้อมูลรายละเอียด เพื่อเตรียมรับกับการประกาศใช้ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นหนึ่งในแนวทางทำธุรกิจ ที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

ทั้งนี้ในตัวกฎหมาย PL Law ได้ระบุชัดว่า ผู้ประกอบการไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หากพิสูจน์ได้ว่า สินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือผู้เสียหายรู้อยู่แล้วว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้าที่ไม่ถูกต้องตามวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ประกอบการได้กำหนดไว้อย่างถูกจ้องและชัดเจนตามสมควรแล้ว

“สยามธุรกิจ” ได้สอบถามถึงกรณี เกี่ยวกับคำเตือนของผลิตภัณฑ์ เช่น กรณีตัวอย่างที่ได้ยกตัวอย่างไปในขั้นต้น และอีกหลายกรณีที่มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจนสำเร็จในต่างประเทศมาแล้วหลายรายนั้น นายสุวิทย์ ให้ความเห็นว่า จริงๆ แล้ว ต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของการใช้สินค้าเป็นหลัก และยังมีแง่มุมในการพิจารณาได้อีกมาก แต่หากผู้เสียหาย กระทำโดยเข้าข่ายประมาท ก็ถือเป็นความผิดของผู้เสียหายเอง

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเข้าใจกับ PL Law แต่อาจจะยังไม่มีศักยภาพพอในการดำเนินการเพื่อรองรับ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบรายย่อย หรือ กลุ่มสินค้าโอท็อป ซึ่งแม้ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ก็สามารถทำความเข้าใจต่อพ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ เนื่องจากเป็นหลักการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการดำเนินการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เป็นพื้นฐานแล้ว อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับ

PL Law อยู่มากพอสมควร แต่ส่วนใหญ่ สคบ.สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ นายสุวิทย์ กล่าวในตอนท้ายว่า การดำเนินธุรกิจที่อยู่พื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นวิธีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ PL Law ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความตระหนักถึงเหตุผลข้อสำคัญข้อนี้ ทั้งนี้แม้ว่า ตัวสินค้าที่มีความผิดพลาดเล็กน้อย หรือผิดพลาด แต่ยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ก็ยังไม่อยู่ในข่ายของ PL Law เพราะ PL Law จะต้องมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว จึงจะเกิดการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้

โดยมีขั้นตอนการพิสูจน์เพื่อให้ความเป็นธรรมกับแต่ละฝ่าย เพื่อป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาฉวยโอกาสในการบังคับใช้กฎหมายนี้ แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตสินค้าข้าวถุงรายหนึ่ง เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ในปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ผู้ประกอบการขนาดกลาง-เล็ก มีความกังวลต่อกฎหมาย นี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากหลายรายยังไม่มีความพร้อมในการยกระดับมาตรฐานในระดับที่สูงขึ้น บริษัทใหญ่จึงมีความได้เปรียบกว่า ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาให้ข้อมูลและแนวทางการปรับตัวกับผู้ประกอบการรายย่อย หรือให้มีความยืดหยุ่นในการใช้กฎหมายในระยะเริ่มต้น เนื่องจากข้อมูลหลายอย่าง ยังยากแก่การดำเนินการที่ชัดเจน

อาทิ กรณีของบรรจุภัณฑ์ ที่ต้องระบุคำเตือนถึงการใช้งานที่เกี่ยวเนื่องถึงความปลอดภัย ซึ่งหากพิจารณาแล้ว มีความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นได้เป็นจำนวนมาก หากผู้บริโภคประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้นผู้ประกอบการรายย่อย จึงต้องการคำแนะนำอย่างละเอียดในแต่ละธุรกิจ เพื่อหาแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เหมาะสม

“จริงๆ แล้วเราต้องตั้งคำว่า PL Law ที่เหมาะสมกับเมืองไทยอยู่ตรงไหน ในวันที่คำว่ามาตรฐาน ยังไม่กระจายไปในทุกภาคส่วน เราต้องถามตัวเองว่าพร้อมจริงๆ หรือไม่ หรือพร้อมระดับใด และมีการทำความเข้าใจให้ผู้ประกอบการเข้าใจหรือดำเนินการได้มากแค่ไหน เพราะตอนนี้ การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มข้นขึ้นจะตามมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน” กลุ่มผู้ประกอบการได้รวมตัวประชุมหารือเพื่อหาแนวทางในการรับมือกับเรื่องของ PL Law เนื่องจากยังไม่มีความพร้อม อีกทั้งยังเป็นช่องว่างให้ผู้ที่ไม่หวังดีเข้ามาหาผลประโยชน์ เนื่องจากผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดำเนินการในด้านข้อมูล โดยภาระนั้นตกอยู่กับผู้ประกอบการแทบทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ในส่วนของตัวได้รับคำเตือนจากโมเดิร์นเทรดหลายรายว่า ให้ระวังในเรื่องของ PL Law
 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com