หน้าแรก > การเงิน-ลงทุน > ข่าวเศรษฐกิจ   
  [ ฉบับที่ 997 ประจำวันที่ 16-5-2009  ถึง 19-5-2009 ]

ค่าเงินบาท

   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
‘ปชป.ภท.’แย่งทุนจีนแสนล....
คลังตามแห่ปรับ‘จีดีพี’โตเกิน7%...
ตั้งเป้าไทยศูนย์อัญมณีฯโลก...
‘มาร์ค’ตั้งเป้า15ปี...
ธนาคารอู้ฟู่หลังปล่อยกู้ทะลุเป้า...
ปฏิวัติอุตสาหกรรมรับโลกร้อน...
ปากีสถานโมเดล...
 
 
เมื่อ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกทะยานขึ้นแข็งแกร่งในระยะ 2 เดือน เกิดจากกระแสคาดการณ์ ที่ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลจากเรื่อง ดังกล่าวตลาดหุ้นไทยเองก็ได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย

หากแต่ "พอล ครุกแมน" นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐ-ศาสตร์ 2551 กลับมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยาก และคาดว่า อีกไม่นานกระแสคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นจะซาลง เนื่องเพราะความเป็นไปได้ที่ว่าเศรษฐกิจจะดิ่งลงลึกถึงก้นเหวและดีดตัวขึ้น หรือลักษณะการเคลื่อนไหวแบบตัว V นั้น เกิดขึ้นได้ยากมากในระยะเวลาอันใกล้นี้

ถ้าเป็นเช่นอย่างที่ ครุกแมนบอกเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และในยุโรปคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี กว่าที่เศรษฐกิจจะหลุดพ้นภาวะถดถอยได้

แน่นอนเป็นที่สุดว่า ไทยเราเอง ที่คาดหวังไว้ว่าจะพอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จากตัวเลขการส่งออก ที่มีสัญญาณฟื้นตัวจากคำสั่งซื้อกลับเข้ามาบ้างแล้ว ในหลายอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์

คงจะเป็นแค่ความฝัน!

ก็เมื่อเศรษฐกิจในสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยยังไม่ฟื้น แล้วออเดอร์มันจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ผู้ส่งออกคงต้องเหนื่อยกันอีก และที่จะเหนื่อยเข้าไปอีก เมื่อเจอกับค่าเงินบาทของไทยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ดันแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แค่ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นถึง 70 สตางค์ ขึ้นไปอยู่ในระดับ 34 บาทกว่าๆ ต่อ 1 ดอลาร์สหรัฐ นับว่าแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 เดือนทีเดียว

เรียกว่าผู้ประกอบการทั้งหลายโดน 2 เด้งกันเป็นแถว

คนที่ประกอบธุรกิจสินค้าส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหาร และผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งมีถึงร้อยละ 60 ที่จะส่งออกในครึ่งปี ต้องลดความเสี่ยงด้วยวิธีกำหนดราคาขายสูงกว่าปัจจุบันถึงร้อยละ 10

ส่งผลให้ผู้ค้าชะลอการสั่งซื้อ เพราะเป็นราคาที่สูงผิดปกติ และไม่รู้ว่าค่าเงินบาทจะสูงสุดที่ระดับเท่าใด

เรื่องอย่างนี้ ทั้งภาคเอกชนที่เป็นแกนนำอย่างหอการค้าไทย เองก็ออกมากระชุ่นให้รัฐบาลเข้ามาดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อน ไหวใกล้เคียงกับภูมิภาค เพื่อช่วย เหลือภาคการส่งออก

เนื่องเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศ คู่แข่งได้

เขาบอกว่า ไม่สนใจหรอกว่าค่าเงินบาทจะต้องอ่อนเท่าไหร่ หรือแข็งเท่าไหร่

แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องทัด- เทียมและสมดุลกับประเทศคู่ แข่ง จึงจะทำให้ผู้ส่งออกมีความสามารถแข่งขันได้ เพราะแม้ว่าสินค้าไทยจะมีคุณภาพดี แต่ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอุปสรรคก็สู้เขาไม่ได้

ในขณะที่นักวิชาการ-นักการเงิน อย่าง ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แนะทาง ออกเรื่องค่าเงินบาทตรงๆ ว่า แบงก์ ชาติควร "แทรกแซง" ค่าเงินเพื่อให้บาทอ่อนค่า เพื่อรักษารายได้ในรูปเงินบาทของภาคส่งออก

พร้อมทั้งยกตัวเลขระดับของค่าเงิน เช่น ไตรมาสแรกควรอยู่ที่ระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ไตรมาสที่สอง 36 บาท ไตรมาสที่สาม อยู่ที่ 36.50 บาท และไตรมาสที่สี่อยู่ที่ 37 บาท

ดร.โอฬาร บอกว่า แบงก์ชาติต้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสม ต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น การที่แบงก์ชาติไม่ดูแลตัวเลข แล้วเอาประสบการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อนมาพิจารณาเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ขณะที่นักการธนาคาร ก็ให้ความเห็นถึงค่าเงินบาทว่าคงจะผันผวนต่อไปอีก 2-3 ปีตามทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

สิ่งที่นักลงทุน หรือผู้ประกอบการของไทยจะต้อง ทำก็คือ ต้องช่วยตัวเองด้วยการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรับมือกับความผันผวนดังกล่าว

จะมาหวังพึ่งจากภาครัฐเห็นทีต้องตายก่อนเป็นแน่

ก็ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นคลัง หรือแบงก์ชาติต่างก็โยนลูกกันไปมาว่าใครจะมานั่งรับผิดชอบในเรื่องนี้กัน

แต่ในความคิดของผม ไม่ว่า ใครก็ตามที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้

หากทำไม่ได้ก็ออกไป !!

 
พิมพ์หน้านี้
   

Untitled Document
(c) 2008 Siamturakij media Co.,Ltd. All rights reserved.
  คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคล | ข้อกำหนดการใช้ | ลงโฆษณาบนไซต์นี้  E-mail : webmaster@siamturakij.com